Friday, September 30, 2016

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดของเสี่ย (ข่าวลับ วงลึก...​โปรดใช้วิจารณญาณ)

อ.หม่อม นิรนามไตรภูมิ
ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดของเสี่ย
หลายคนคงสงสัยว่าคนที่เจ้าอารมณ์คนที่มั่วแต่กามารมณ์ไม่ค่อยจะมีปัญญาควบคุมอารมณ์ตัวเองได้อย่างเสี่ย ทำไมทำอะไรแล้วเหมือนมีหลักมีแผนการ ทั้งๆที่ดูเป็นคนโง่ๆไม่น่าจะมีปัญญาทางการวางแผนอะไรต่อมิอะไรต่างๆ ได้มากนัก

หรือเพราะมีผู้ที่มีปัญญาอยู่เบื้องหลังกันแน่ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในอะไรหลายๆอย่างได้ รวมถึงความสำเร็จของครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเสี่ยที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งมีหลายคนอาจไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ก็ล้วนแล้วแต่ดำเนินตามแผนงานของ อ.หม่อม ที่วางไว้ให้เสี่ยได้ดำเนินงานตามมาเป็นเวลาหลายสิบปี

อ.หม่อม มีเชื้อสายเป็นคนมอญเหมือนกันกับคุณยายปากแดง ทำไมจึงได้รับความไว้วางใจจากเสี่ยได้ขนาดนั้น

คำตอบก็คือ เป็นญาติทางสายแม่ของเสี่ย  (ไม่แน่ใจว่าจะเป็นพี่น้องต่างพ่อหรือพ่อเดียวกันหรือเปล่า เพราะเสี่ยเป็นลูกอีกพ่อหนึ่งแต่มีการให้คนรับรู้ว่าเป็นลูกของอีกพ่อหนึ่งที่มียศถาบรรดาศักดิ์มาก หมายถึง ลูกของพ่อที่มียศถาบรรดาศักดิ์มากมีเพียง 2 คนคือ คนที่1(ผู้หญิง) และคนที่3(ผู้หญิง) เท่านั้น) 

จะว่าไปแล้วความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นของเสี่ยก็คือ การได้รับมรดกจากพ่อผู้มียศถาบรรดาศักดิ์มากนั้นเอง และจะบอกกันให้ตรงๆ ตรงนี้ก็คือ ถ้ามีการตรวจ DNA กันการสืบทอดมรดกมายังเสี่ยจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน 

ความจริงเสี่ยก็ไม่รู้นะว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของพ่อผู้มียศถาบรรดาศักดิ์มาก เพราะผู้เป็นแม่(คุณยายปากแดง)ปิดมาตลอด (หรือตอนนี้อาจจะรู้แล้วก็เป็นได้) จนกระทั่งคุณยายปากแดงป่วย(ซึ่งตอนนี้ตายแล้วตายช่วงก่อนมีระเบิดราชประสงค์) และก็ไม่อยากให้ลูกชายของตนเองรู้เรื่องนี้จึงต้องการปิดปากคนที่รู้เรื่องนี้ด้วยคือผัวตัวเอง(พ่อผู้มียศถาบรรดาศักดิ์มากเสี่ย) ซึ่งผัวของคุณยายปากแดงก็นอนป่วยมาก่อนคุณยายปากแดงเสียอีก เห็นผัวป่วยอยู่แถมตัวเองใกล้จะตายและไม่อยากให้ความลับถูกเปิดเผย คุณยายปากแดงจึงได้ให้หมอผีเขมรผู้เป็นใหญ่ในเขตแถวๆบุรีรัมย์ ชื่อว่าชัย (หมอผีผู้ยิ่งใหญ่แถวบุรีรัมย์ชื่อชัย ชัยไหนนั้นที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่คิดว่าทุกคนคงรู้ดี) ทำยาสั่ง(หรือยาพิษ) แล้วให้คนภายในนำเข้าไปให้ผัวตัวเองกิน

ยาสั่งที่หมอผีเขมรชัยทำขึ้นนั้น จะทำให้ร่างกายของผู้ที่กินค่อยๆเสื่อมไปเหมือนเป็นอัมพาตที่สำคัญจะพูดไม่ค่อยได้ พูดไม่ค่อยออก จนนานไปจะอ้าปากไม่เลย อย่างที่ทุกๆคนรู้ทุกๆคนเห็น การวางยาสั่งหรือยาพิษ เป็นอันว่าเขาทำสำเร็จ

ที่เล่ามานั้นแค่เกิ่นนำคร่าวๆ มาสู่สาระเกี่ยวกับ อ.หม่อม ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเสี่ยกันดีกว่า อ.หม่อม นี้คือชื่อเล่นเขา (ไม่แน่ใจว่าชื่อจริงว่า นายศุภณัฐ ชัยชนิตย์ หรือเปล่า)  เป็นผู้มีความรู้ด้านโหราศาสตร์ วิชาอาคมไสยเวทมอญ กฎหมายและการเมือง เป็นอย่างดี เป็นที่ปรึกษาให้กับเสี่ยมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว คนพวกนี้ชอบอ้างตัวว่าเป็นพระโพธิ์สัตว์ ชอบหลอกคนอื่น(รวมถึงหลอกเสี่ยด้วย)ว่าตนเองเป็นพระโพธิ์สัตว์ แต่ความจริงเขาเป็นพระโพธิ์สัตว์ไม่ได้หรอก เพราะภายในเขาบ้าฤทธิ์บ้าวิชาอาคมบ้าอำนาจ เขาจึงเป็นได้เพียงเพราะผู้ปรารถนาเท่านั้นเอง ยังห่างไกลคำว่าพระโพธิ์สัตว์อีกมากมายมหาศาล เอาเป็นว่าหากไกลกว่าสัตว์เดียรฉานก็แล้วกัน (อาการอยากเป็นพระโพธิ์สัตว์คล้ายๆพระพุทธอิสระแต่ความจริงมันไม่ใช่พระโพธิ์สัตว์) ที่ทำได้ก็มีแต่เพียงแค่หลอกตัวเองและหลอกเอาผลประโยชน์จากคนอื่นไปวันๆ

เป็นอันว่าเขามีความรู้ โหราศาสตร์ มีวิชาอาคมไสยเวทฝ่ายมอญ มีความรู้ด้านกฎหมายและการเมืองด้วย แต่ที่แถมมานั้นก็คือ ความหลงในภูมิของตัวเอง คนๆนี้คนเดียว เป็นที่ปรึกษาให้เสี่ยได้ในทุกๆเรื่อง การเป็นที่ปรึกษา และเป็นผู้ดำเนินการธุระต่างๆในทางลับให้กับเสี่ย ทั้งทางโลกและทางไสยเวท ให้ได้ในทุกๆเรื่อง เสี่ยจึงให้ความเคารพนับถือบุคคลคนนี้เป็นอันมาก ถ้าจะว่าไปอาจกล่าวได้ว่า เสี่ยให้ความเคารพ อ.หม่อม คนนี้ เทียบเท่ากับความเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์เลยก็ว่าได้ การทำพิธีในรั่วบ้านเสี่ยแต่ละครั้ง เสี่ยจะให้เงินหรือเป็นการถวายแก่  อ.หม่อม ไม่ต่ำกว่าครั้งละ 50 ล้านบาท เรียกได้ว่าเสี่ยไว้ใจในฝีมือของ อ.หม่อม คนนี้แบบสุดๆ ใครคิดไม่ดีต่อเสี่ยนี่ ด้วยวิชาอาคมต่างๆของแก อ.หม่อม แกรู้หมด ใครไว้ใจได้ใครสมควรกำจัด เสี่ยก็อาศัย อ.หม่อม นี้แหละเป็นผู้แนะนำ

และก็ขอบอกตามตรงวิชาอาคมของเขาแม่นและแน่นอนมากๆ เพราะแม่นยำมานานก็จึงเป็นที่เคารพของเสี่ยมากไง จะสังเกตได้ว่าเสี่ยมักจะเอาเงินที่ได้จาการทำสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นบ่อนการพนัน ยาเสพติด หวยไต้ดิน ส่วยมาเฟียในกองฉลาก ส่วยมาเฟียในวงการอื่นๆ การค้ามนุษย์ การค้าไม้ป่าสงวน การค้าของเถื่อน การค้าวัตถุโบราณ(เอาสมบัติของชาติไปขายให้เจ็กขายให้ฝรั่ง) เงินที่ได้จากธุรกิจใต้ดินเหล่านี้ เสี่ยมักจะเอาไปฟอกกับวัดหรือพระดังๆ อ้างว่าเป็นเงินบริจาคแล้วเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม อ.หม่อม บอกว่าฤกษ์งามยามดี ดวงดาวส่งเสริมเต็มกำลัง ก็จะนำเงินส่วนมากออกนอกประเทศไปฝากไว้ที่ธนาคาร HSBC ที่ฮ่องกง

ที่มาทางแนววัดแนวพระก็เพราะมี อ.หม่อม คอยกำกับให้อยู่นั้นแหละ แนวนี้แนวถนัดของ อ.หม่อมเขา วัดไหนหรือพระไหนที่ดังขึ้นมาเสี่ยแกจะส่งคนไปเจรจาให้ฟอกเงินให้ทันที ถ้าไม่ทำให้ก็จะทำให้หายดังคือดับ ยกตัวอย่างเช่น พระนิกร พระภาวนาพุทโธ  พระยันตระ หรือล่าสุดพระเณรคำนั้นเอง คือพระเหล่านี้ผิดหรือไม่ผิดอย่างไรก็ตาม ที่แน่ๆมีการจัดฉากให้พระเหล่านี้ชื่อเสียงดับ ตามความต้องการของขบวนการฟอกเงินของเสี่ยอยู่ในนั้นด้วยอย่างแน่นอน (บอกกันตามตรงเลยก็ได้ คือ ทั้งหมดที่เป็นข่าวนั้นหละที่เขาจัดฉากให้)

การจัดฉากทำลายพระนั้นเนียนมาก เพราะมี อ.หม่อม เป็นผู้กำกับอยู่ไงถึงได้เนียน ส่วนวัดไหนพระไหนที่ยอมรับฟอกเงินให้เสี่ย ก็จะสามารถมีชื่อเสียงโด่งดังได้ตามสบาย แต่ถ้าเมื่อไหร่ขอถอนตัว เสี่ยแกก็จะแถมคดีให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่นธรรมกาย เห็นธรรมกายเงินเยอะๆ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เงินบริจาคนะนั้น แต่เป็นเงินที่นำมาฟอกของเสี่ยนะรู้ไหม และก็เรื่องไปทำพิธีในที่ต่างๆเพื่อเสริมดวงบารมีให้กับเสี่ยนั้น มีแต่ อ.หม่อม เท่านั้นหละที่เป็นผู้ดำเนินการให้ เช่นการเอาทองคำไปเขียนรูปพระพุทธรูปบนแผ่นภูเขา แล้วให้ทหารที่กินเงินภาษีประชาชนไปเฝ้าทองคำให้เสี่ย เป็นต้น ส่วนหมอดูคนดังที่ติดเชื้อในกระแสเลือดตายนั้น เป็นเพียงผู้ออกงานในที่แจ้งให้เสี่ยในด้านนี้เท่านั้น เพราะ อ.หม่อม ไม่ชอบนักที่จะออกงานในที่แจ้งหรือให้คนรู้จักมาก

เอาเป็นว่าตามที่กล่าวมาแล้วนั้น อ.หม่อม เป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อเสี่ยมากมายมหาศาลมาก เพราะถ้าขาด อ.หม่อม ไปเสี่ยจะไม่มีทางรู้และแน่ใจได้เลยว่าใครสามารถไว้ใจได้ใครไม่สามารถไว้ใจได้ ถ้าขาด อ.หม่อม ไปสักคน เสี่ยจะเป็นเหมือนผีหัวขาดเลยทีเดียว ไม่มีหู ไม่มีสมองไม่มีปัญญา(เพราะลำพังตัวของเสี่ยเองก็มีทุนเป็นคนโง่อยู่แล้ว หมายถึงควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ ทำอะไรตามอำเภอใจ) ไม่มีตา ไม่มีปาก(พูดอะไรก็ไม่มีน้ำหนักไม่มีใครเชื่อ เพราะไม่มีอาคมของ อ.หม่อม คอยค้ำชูไว้) ไม่รู้จะไปทางไหน ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้จะไว้ใจใครได้ พึ่งพา อ.หม่อม มาเป็นเวลาเกือบค่อนชีวิต ถ้าจะหาใครมาแทน อ.หม่อม ในช่วงเวลานี้ ก็ไม่รู้จะไว้ใจได้แค่ไหน
เสี่ยจะอยู่ในอาการหวาดระแวงตลอดเวลาและจะเป็นบ้าไปในที่สุด
ยิ่งหากมีอำนาจอยู่ในมือยิ่งมากยิ่งเป็นบ้าเร็ว
ถ้าใครคิดว่าการเข้าถึงตัวเสี่ยนั้นเป็นเรื่องยากถึงยากที่สุด ลองพิจารณาการเข้าถึงตัว อ.หม่อม คนนี้ดีกว่าไหม มันง่ายกว่ากันเยอะนะจะบอกให้

และอีกอย่างที่อยากบอกให้รู้ไว้ก็คือ โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ การใช้วิชาอาคมต่างๆ มีบทบาทสำคัญในวงการของผู้มีอำนาจไทยมาตั้งแต่โบราณ จนถึงปัจจุบันเรื่องเหล่านี้และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหล่านี้ก็ยังมีบทบาทสำคัญในวงการผู้มีอำนาจของไทยอยู่เนืองนิจ หากคุณยังจำตอนที่สนธิ ลิ้มทองกูล เอาผ้าอนามัยมาไว้ที่พระบรมรูปทรงม้าได้ ที่สนธิเขาบอกว่า มีการทำพิธีเพื่อไม่ให้สมเด็จพ่อ ร.5 ส่งพลังมาคุ้มครองประเทศไทยได้

และมีอีกช่วงที่เขาบอกว่ามีการทำพิธีในวัดพระแก้วเพื่อนำบางส่วนที่เป็นวัตถุของพระแก้วมรกต และพิธีนั้นก็มีการแยกดวงธรรมหรือพลังงานของพระแก้วมรกต ออกเป็น 4 ส่วนแล้วนำไปไว้ในที่ไกลกัน 4 ทิศ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ไห้พระแก้วมรกตมีพลังพอที่จะคุ้มครองประเทศได้อีกต่อไป และเขาก็ทำพิธีนั้นสำเร็จ

คนที่ทำพิธีดังกล่าวนั้นก็มี อ.หม่อม เป็นผู้ดำเนินการ และแน่นอนว่าเสี่ยรับรู้และอำนวยความสะดวกให้ อ.หม่อม อย่างเต็มที่ เหตุผลที่ต้องทำพิธีดังกล่าวมานั้น ก็เพราะ อ.หม่อม ได้บอกกับเสี่ยว่า พลังงานของสมเด็จพ่อ ร.5 และพลังงานของพระแก้วมรกตที่คุ้มครองประเทศไทยอยู่ เป็นอุปสรรคต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เสี่ยทำอยู่และเป็นอุปสรรคใหญ่ของภารกิจในการรับสืบทอดมรดกของเสี่ยนั้นเอง

เสี่ยอาจเริ่มรู้ว่าตนเองไม่ใช่สายเลือดที่แท้จริงแล้วก็เป็นได้ (เป็นลูกแม่แต่ไม่ใช่ลูกพ่อผู้ที่จะมอบมรดกให้) จึงมีการดำเนินการอย่างที่กล่าวมานี้  คือความจริงทั้งหมดนี้สนธิ ลิ้มทองกูล ก็รู้ทั้งหมดแหละเพราะตอนนั้นเขามีสายข่าวอยู่ในบ้านญาติพี่น้องของเสี่ย แต่ก็พูดเท่าที่พูดได้ แล้วก็ให้ทักษิณเป็นแพะเรื่องนี้แทนก็แล้วกันง่ายดี คนในเขาก็รู้กันว่าตอนนั้นเสี่ยกับสนธินั้นไม่ถูกกัน แน่นอนว่าการนำเรื่องพิธีกรรมที่เป็นความลับของฝ่ายเสี่ยมาเปิดเผย ไอ้นี่มันปากมาก เดี๋ยวสักวันมันก็อาจจะหลุดปากแฉเสี่ยทั้งหมดก็เป็นได้ จึงเป็นที่มาของการที่เสี่ยสั่งยิงสนธิ ลิ้มทองกูลในเวลาต่อมา ถ้าอยากแน่ใจว่าจริงหรือไม่รายละเอียดต่างๆเป็นอย่างไรบ้างก็ลองไปถามสนธิ ลิ้มทองกูล ดูสิ การเมืองไทยเป็นไงหละ

อะเมซิ่งไหมการเมืองไทย
ต่อสู้กันทุกรูปแบบเลยทีเดียว

จำไว้นะจุดอ่อนจุดแข็งของเสี่ยก็อยู่ที่ อ.หม่อม นิรนามไตรภูมิ คนนี้คนเดียวนี่แหละ
ความจริงก็คือ  #จะสืบได้อย่างไรไม่ใช่ลูก  ใช่ไหมหละ?



อาคม ซิดนีย์-เพียงดิน รักไทย Topic: จุดวิกฤติ เมื่อขั้วอำนาจเปลี่ยน: ฤทธิ์อำมาตย์เปรม กับ ยุทธการเขี่ยประวิทย์ ยึดวังและกองทัพ

อย่าพลาด!! รับฟังถ่ายทอดสด 
วันนี้ 1 ตุลาคม 2559 เวลา 10:00 น. (เวลาเมืองไทย)
คุณอาคม ซิดนีย์-ดร. เพียงดิน รักไทย

ตอน จุดวิกฤติ เมื่อขั้วอำนาจเปลี่ยน:
ฤทธิ์อำมาตย์เปรม กับ ยุทธการเขี่ยประวิทย์ ยึดวังและกองทัพ

รับฟังได้ทางสถานียูทูป มหาวิทยาลัยประชาชน เครือข่ายเปลี่ยนระบอบ
เครือข่ายมดแดงล้มช้าง และองค์การเสรีไทยฯ
_______________________________________________



Thursday, September 29, 2016

ดร. เพียงดิน รักไทย 29 ก.ย. 2559 ตอน "อย่าเป็นกบให้เขาหลอกต้ม" มดแดงจงเร่งรวมพลล้มช้าง!

ดร. เพียงดิน รักไทย 29 ก.ย. 2559 ตอน "อย่าเป็นกบให้เขาหลอกต้ม"  มดแดงจงเร่งรวมพลล้มช้าง!

https://youtu.be/aGFs7YHy--g      

https://youtu.be/7iGawV8Mx7U      

https://youtu.be/ps1ik7xyTqo

---------------------

***Download ร่างจดหมาย เพื่อส่งผู้นำนานาชาติต่าง ๆ ที่ http://tinyurl.com/gsetacg

***โปรดช่วยกันกระจายและส่งให้มากที่สุดนะครับ ขอบคุณครับ

สนับสนุนแนวทางมดแดงล้มช้าง ของ คณะราษฎรเสรีไทย กับ ดร. เพียงดิน

ส่งข้อมูลลับผ่านช่องทางที่ปลอดภัยทางลิ้งค์ต่อไปนี้

http://tinyurl.com/o2rzao8     

หรือที่นี่ http://tinyurl.com/pcqjppt     

****ลิ้งค์ล่าสุด  http://tinyurl.com/gssuvm2     

และรายงานการปฏิบัติงานและความคืบหน้าเครือข่าย ได้ที่ 4everche@gmail.com     

----------------------

สนับสนุนการเผยแพร่โดย ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และมหาวิทยาลัยประชาชน เพื่อสาธารณะประโยชน์ ในการสร้างจิตสำนึกทางประชาธิปไตย สันติวิธี และการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน


-----------------------------

=================


ดร. เพียงดิน รักไทย 29 ก.ย. 2559 ตอน "อย่าเป็นกบให้เขาหลอกต้ม" มดแดงจงเร่งรวมพลล้มช้าง!

ดร. เพียงดิน รักไทย 29 ก.ย. 2559 ตอน "อย่าเป็นกบให้เขาหลอกต้ม"  มดแดงจงเร่งรวมพลล้มช้าง!

https://youtu.be/aGFs7YHy--g      

https://youtu.be/7iGawV8Mx7U      

https://youtu.be/ps1ik7xyTqo

---------------------

***Download ร่างจดหมาย เพื่อส่งผู้นำนานาชาติต่าง ๆ ที่ http://tinyurl.com/gsetacg

***โปรดช่วยกันกระจายและส่งให้มากที่สุดนะครับ ขอบคุณครับ

สนับสนุนแนวทางมดแดงล้มช้าง ของ คณะราษฎรเสรีไทย กับ ดร. เพียงดิน

ส่งข้อมูลลับผ่านช่องทางที่ปลอดภัยทางลิ้งค์ต่อไปนี้

http://tinyurl.com/o2rzao8     

หรือที่นี่ http://tinyurl.com/pcqjppt     

****ลิ้งค์ล่าสุด  http://tinyurl.com/gssuvm2     

และรายงานการปฏิบัติงานและความคืบหน้าเครือข่าย ได้ที่ 4everche@gmail.com     

----------------------

สนับสนุนการเผยแพร่โดย ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และมหาวิทยาลัยประชาชน เพื่อสาธารณะประโยชน์ ในการสร้างจิตสำนึกทางประชาธิปไตย สันติวิธี และการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน


-----------------------------

=================


Wednesday, September 28, 2016

หมอสันต์ ใจยอดศิลป์ แพทย์โรคหัวใจมือหนึ่ง โรงพยาบาลพญาไท เลิกรักษาคนเพราะอะไร


หมอสันต์ ใจยอดศิลป์ แพทย์โรคหัวใจมือหนึ่ง โรงพยาบาลพญาไท เลิกรักษาคนเพราะอะไร

ผมจะเล่าที่มาที่ไปให้ฟังนะครับ คือตัวผมเป็นหมอผ่าตัดหัวใจ ความชำนาญของผมก็คือผ่าตัดแก้ไขหลอดเลือดหัวใจตีบหรือที่เรียกว่าผ่าตัด บายพาส การใช้ชีวิตในวัยทำงานของผมก็ค่อน ข้างใช้แบบสำบุกสำบันเหมือนกับหลายท่านในนี้ซึ่งผ่านวันเวลาแบบนั้นมาหมาดๆ คือทำงานมาก มากเกินไป และไม่ได้สนใจที่จะฟูมฟักดูแลร่างกายมากนัก เพราะมันก็ดีๆของมันอยู่ การผ่าตัดหัวใจเป็นงานที่มักจะต่อเนื่อง พูดง่ายๆว่าติดลม บางวันกว่าจะเสร็จก็สามสี่ทุ่ม กลับถึงบ้านก็ใกล้เที่ยงคืนไปแล้ว ลูกเมียเขาหลับกันหมดแล้ว ผมต้องไปค้นตู้เย็นหาอะไรกิน เมียเขาจะจัดอาหารโปรดของผมไว้ คือเค้กซาราลี บัทเทอร์เค้ก นั่นแหละของชอบ ผมกินมันทุกคืน แล้วผมเนี่ยสมัยที่ทำงานอยู่ไม่ดื่มน้ำเปล่านะครับ ดื่มโค้กแทนน้ำเปล่า วันหนึ่งก็หนึ่งลิตรขึ้นไป เพราะดื่มน้ำเปล่ามันไม่สะใจ แล้วเราก็มีเงินซื้อ ใครจะทำไม ในที่ทำงานผมดื่มกาแฟวันละหลายแก้วเพราะทำงานบริหารด้วย เวลานั่งประชุมฟังลูกน้องพูดเพ้อเจ้อผมก็จิบกาแฟไป วิธีชงกาแฟของผมก็เป็นมาตรฐานไทยแลนด์ คือ ทรี-อิน-วัน หมายความว่าน้ำตาล ครีมเทียม กาแฟ ผสมกันมาเสร็จเรียบร้อยในซองเดียว ใช้ชีวิตแบบนี้เรื่อยมา จนถึงวันที่เริ่มป่วย

ตอนนั้นผมอายุห้าสิบปลายๆแล้ว มันเริ่มด้วยอาการเวลาทำงานมากๆแล้วแน่นๆหน้าอกไม่สบาย จิตใจก็ค่อนข้างหงุดหงิดงุ่นง่านจนลูกน้องเข้าหน้าไม่ติด ตอนนั้นทำสองจ๊อบ คือเป็นหมอผ่าตัดหัวใจด้วย เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วย วันหนึ่งตอนเลิกงานประมาณเกือบสามทุ่ม เลขาหน้าห้องมาดักรอผมอยู่ที่ประตู แล้วรวบรวมความกล้าบอกผมว่า "อาจารย์รู้ตัวหรือเปล่าคะ ว่าอาจารย์นะ…หงุดหงิด"

พอเจอจิ้งจกทัก ผมก็มานั่งมองตัวเอง เออ..สงสัยเราจะป่วยจริงๆแฮะ จึงหยุดงานไปให้หมอรุ่นน้องตรวจประเมินสุขภาพอย่างจริงจัง โดยธรรมชาติของหมอจะเหมือนกันทั้งหมอไทยและหมอฝรั่ง คือไม่เคยทำการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะถือว่าตัวเองเป็นหมอดูแลตัวเองอยู่ทุกวันอยู่แล้ว เมื่อผมตัดสินใจไปตรวจสุขภาพประจำปี ก็ได้มาหลายโรค อย่างแรกก็คือความดันเลือดสูงถึงขั้นต้องใช้ยา อย่างที่สองก็คือไขมันในเลือดสูงถึงขั้นต้องใช้ยา อย่างที่สามก็คือเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งทราบได้จากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจดูแคลเซียมที่หลอดเลือดหัวใจ อย่างที่สี่ก็คือลงพุง คือน้ำหนักเกิน และส่วนใหญ่มาอยู่ที่พุง ไม่อ้วน แต่หุ่นเป็นแบบไอ้เท่งหนังตะลุง คือหลังค่อมพุงแอ่น นั่นคือตัวผมเมื่ออายุราว 56 ปี หมอรุ่นน้องซึ่งเป็นหมออายุรกรรมหัวใจก็ให้ยามาหลายตัว หนึ่งโรคก็หนึ่งตัว แถมอีกตัวหนึ่งคือยากล่อมประสาท

ผมกินยาตามหมอสั่งได้สองเดือนโดยใช้ชีวิตแบบเดิม ทำงานเหมือนเดิม อาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจไม่มีอะไรดีขึ้น แถมมีอาการซึมกะทือจากยากล่อมประสาทอีกด้วย จิตใจก็แย่ การเป็นคนป่วยนั่นก็แย่ระดับหนึ่งแล้ว ยังมีความเบื่องานบวกเข้าไปอีก ทั้งๆที่เป็นเจ้านายเขาแต่มันก็เบื่อ มองอนาคตตัวเองด้วยความกังวล ว่าวันนี้เราเป็นความดันสูง ไขมันสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ กินยาหนึ่งกำมือ สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคืออะไรผมมองออกหมดแล้ว ถึงจุดหนึ่งก็ต้องไปทำบอลลูน ทำไปสักสองสามครั้งแล้วก็ต้องไปผ่าตัดบายพาส อย่างที่ผมทำให้คนไข้ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นแหละ ทำแล้วบ้างก็ดีขึ้น บ้างก็ไม่ดีขึ้น บ้างก็ตาย เพียงแต่คราวนี้จะเปลี่ยนเป็นตัวผมนอนอยู่บนเขียง ให้หมอรุ่นน้องคนอื่นเป็นคนผ่าตัดให้

ในช่วงที่ผ่าตัดอยู่ วันไหนอารมณ์ดีๆผมจะบอกหมอที่เป็นลูกศิษย์ว่าคุณรู้ไหม วันหนึ่งข้างหน้าคนรุ่นหลานของเราจะเล่าสู่กันฟังด้วยความตลกขบขันว่าสมัย คุณปู่เนี่ย คนเราทำไมโง่จังนะ แค่ไขมันอุดหลอดเลือดหัวใจ หมอสมัยนั้นต้องเอาคนไข้มาผ่าแบะหน้าอกออกเพื่อทำบายพาสหลอดเลือด คือผมพูดอย่างนี้กับลูกน้องเพื่อจะย้ำให้เขาเห็นว่าการผ่าตัดบายพาสเป็นการ รักษาแบบเกาไม่ถูกที่คัน แต่เราก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ อย่างน้อยตอนนี้ยังไม่มี เพื่อให้เขาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ขยันค้นคว้าวิจัยหากวิธีรักษาที่ดีกว่านี้ แต่ว่ามาถึงตอนนี้ผมเป็นคนป่วยแล้ว และวันหนึ่งผมจะต้องมารับการรักษาด้วยวิธีซึ่งผมรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่า "ไม่ใช่" ผมจะทำอย่างไรดี มีวิธีอื่นอีกไหมที่จะดูแลตัวเองโดยไม่ต้องผ่าตัด คิดไปคิดมาแล้วคำตอบก็มีอยู่คำเดียว คือ…"ไม่ทราบ"




ณ ตอนนั้นผมเรียนจบแพทย์มาได้สามสิบปีแล้ว ผ่านการเป็นแพทย์ทั่วไป แล้วไปฝึกอบรมเป็นศัลยแพทย์ทั่วไป ทำงานพักหนึ่งแล้วไปฝึกอบรมเป็นศัลยแพทย์ทรวงอก ทำงานพักหนึ่งแล้วไปฝึกอบรมต่างประเทศเป็นศัลยแพทย์หัวใจ ทำงานพักหนึ่งแล้วก็ค่อยๆจำกัดชนิดการผ่าตัดลงจนแทบจะเหลือแต่การผ่าตัด บายพาส คือมุดรูเล็กลงๆเรื่อยๆ เหลือความรู้อยู่แต่เรื่องที่ตนเองเชี่ยวชาญอยู่นิดเดียว สามสิบปีที่ผ่านไป มีความรู้อะไรใหม่ๆเกิดขึ้นในวิชาแพทย์บ้าง ผมไม่ได้ติดตามเลย ผมตัดสินใจถอยกลับมาเรียนวิชาแพทย์ใหม่ด้วยตนเอง ทั้งๆที่ยังทำงานอยู่นั่นแหละ ผมทำในสิ่งที่นักวิชาการเขาเรียกว่า "การทบทวนวรรณกรรม (literature review)" คือถอยไปตั้งต้นย้อนยุคเมื่อผมจบแพทย์ใหม่ๆ แล้วไล่มาทีละปีพ.ศ.ว่านับตั้งแต่นั้นมามีงานวิจัยทางการแพทย์อะไรใหม่ๆเกิด ขึ้นโดยที่ผมไม่ทราบบ้าง

ผมได้พบว่ามีงานวิจัยการรักษาโรคหัวใจที่ให้ผลเหลือเชื่อเกิดขึ้นจำนวนมาก ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย ทั้งๆที่ผมเองก็เป็นหมอหัวใจ ผมจะยกตัวอย่างงานวิจัยบางงานที่เตะตาผมจังๆให้ท่านทราบนะ
งานวิจัยนี้ชื่อ EUROSAPIRE เป็นงานวิจัยขนาดใหญ่ ใช้คนไข้โรคหัวใจถึง 13,935 คน ทำในโรงพยาบาลชั้นดีในยุโรป 67 รพ. ใน 22 ประเทศ และมีระยะติดตามดูนานถึง 12 ปี คือเขาติดตามดูคนไข้โรคหัวใจขาดเลือดที่ได้รับการรักษาตามวิธีมาตรฐาน ปัจจุบัน กล่าวคือกินยา บอลลูน บายพาส คือจะดูว่าถ้าเป็นคนไข้ที่ดี หมอบอกให้กินยาก็กิน และรักษาอยู่กับโรงพยาบาลที่ดี หมอดี เครื่องมือดี ดูซิว่าผ่านไป 12 ปี แล้วคนไข้จะมีอะไรดีขึ้นบ้างไหม ผลวิจัยที่ได้ก็คือ ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย อย่างเรื่องความอ้วน ยิ่งรักษากันไปก็ยิ่งอ้วนเผละยิ่งขึ้น ผ่านไปสี่ปีคนอ้วนเพิ่มขึ้น 25% ผ่านไปแปดปี เพิ่มขึ้นอีก 33% ผ่านไปสิบสองปี เพิ่มขึ้นเป็น 38%

มาดูความดันเลือดบ้าง ผ่านไปสี่ปีคนเป็นความดันเลือดสูงเพิ่มขึ้น 32% ผ่านไปแปดปีเพิ่มเป็น 43% ผ่านไปสิบสองปีเพิ่มเป็น 56% เรียกว่ารักษาไปรักษามากลายเป็นความดันเลือดสูงซะมากกว่าครึ่ง มาดูการเป็นเบาหวานก็ได้ ผ่านไปสี่ปีเป็นเบาหวาน 17% ผ่านไปแปดปีเพิ่มเป็น 20% ผ่านไปสิบสองปีเพิ่มเป็น 28% คือการแพทย์แผนปัจจุบันนี้รักษาคนไข้โรคหัวใจยิ่งทำกันไปก็ยิ่งสาละวันเตี้ย ลง พูดเป็นภาษาจิ๊กโก๋ก็คือ

"..วิธีการรักษาโรคหัวใจของการแพทย์แผนปัจจุบันที่ทำกันอยู่นี้มัน..ไม่เวอร์ค"

คราวนี้มาดูงานวิจัยนี้นะ หมอคนนี้ชื่อ Caldwell Esselstyn เขาเป็นหมอทางด้านต่อมไร้ท่อ เขาได้ทำงานวิจัยโดยเอาคนไข้โรคหัวใจของเขามา 22 คน จับทุกคนสวนหัวใจ ฉีดสี ถ่ายรูปไว้หมด ว่าคนไหน หลอดหัวใจตีบที่หลอดเลือดเส้นไหน ตีบมากตีบน้อยแค่ไหน แล้วถ่ายรูปไว้ แล้วให้คนไข้เหล่านี้กินแต่อาหารมังสะวิรัต กินอยู่นาน 5 ปี แล้วเอาคนไข้ทั้งหมดกลับมาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปใหม่ แล้วเอารูปครั้งแรกและครั้งที่สองมาเปรียบเทียบกัน ก็พบว่าหลอดเลือดหัวใจตีบของคนไข้เหล่านี้กลายเป็นโล่งขึ้น อย่างตัวอย่างคนไข้คนนี้ ก่อนเริ่มวิจัย ผลฉีดสีเป็นอย่างนี้ คือเวลาเราฉีดสีเข้าไปในหลอดเลือดแล้วถ่ายเอ็กซเรย์ออกมาเป็นภาพยนตร์ ตัวสีจะเห็นเป็นสีขาวอย่างนี้ เวลาที่สีวิ่งผ่านจุดที่หลอดเลือดหัวใจมันตีบแคบหรือขรุขระ เนื้อสีสีขาวมันก็จะถูกบีบให้แคบและเห็นขอบขรุขระด้วยอย่างนี้ ส่วนภาพนี้เป็นผลการฉีดสีหลังจากกินมังสะวิรัติไปแล้วห้าปี จะเห็นว่ารอยตีบรอยขรุขระที่หลอดเลือดหายไป เหลือแต่ลำสีที่วิ่งได้เต็มหลอดเลือดตามปกติ

นี่เป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่ยืนยันว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่เรา เชื่อกันมาแต่เดิมว่าเป็นแล้วไม่มีทางหายนั้นไม่เป็นความจริง ผลการติดตามฉีดสีซ้ำนี้ยืนยันว่ามันหายได้ และในงานวิจัยของเอสเซลส์ทินนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้มันหายคือการปรับอาหารการกิน

ผมเห็นงานวิจัยนี้ครั้งแรกผมทึ่งมาก ทั้งๆที่เขาทำไว้ตั้งสิบกว่าปีมาแล้ว แต่ผมเองเป็นหมอหัวใจผมกลับไม่ทราบเลย เห็นอย่างนี้ผมเชื่อแล้วว่าโรคหลอดเลือดหัวใจมันหายได้ แต่ผมยังมีข้อกริ่งเกรงอยู่ประเด็นหนึ่ง คือตัวผมเองก็เป็นนักวิจัย งานวิจัยที่ไม่ได้สุ่มกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสองกลุ่มไว้เปรียบเทียบกันนั้น จะสรุปเอาดื้อๆว่าหลอดเลือดตีบหายเพราะปรับอาหารย่อมไม่ได้ มันต้องมีงานวิจัยแบบเดียวกันที่เอาคนไข้มาสุ่มตัวอย่างเป็นสองกลุ่มแล้ว เปรียบเทียบกันดู จึงจะพิสูจน์ได้จะจะว่ามันหายเพราะปรับอาหารจริงหรือไม่

แล้วผมไม่ต้องรอนานเลย หมอคนนี้ชื่อ Dean Ornish เขาเป็นหมอหัวใจ เขาได้ทำงานวิจัยที่เอาไข้โรคหัวมาเกือบร้อยคนจับฉลากแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ใครจับได้เบอร์ดำ ไปเข้ากลุ่มควบคุมซึ่งไม่ต้องทำอะไรนอกจากใช้ชีวิตแบบที่เคยทำมาตามปกติ ใครจับได้เบอร์แดงไปเข้ากลุ่มที่ต้องปรับชีวิต คือต้องทำสามอย่าง ได้แก่ (1) ต้องกินอาหารมังสะวิรัติบวกปลา บวกนมไร้ไขมัน (2) ต้องออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 ครั้ง (3) ต้องจัดการความเครียดด้วยการทำสมาธิตามดูลมหายใจ หรือรำมวยจีน หรือโยคะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทุกวัน ก่อนเริ่มวิจัยก็เอาทุกคนทั้งสองกลุ่มมาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปหลอดเลือดไว้ ก่อน พอครบหนึ่งปีก็เอามาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปอีก พอครบห้าปีก็เอาทุกคนมาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปอีก ผลวิจัยที่ได้ยืนยันงานวิจัยของเอสเซลส์ทีน คือ กลุ่มที่ปรับชีวิตรอยตีบที่หัวใจโล่งขึ้น ขณะที่กลุ่มที่อยู่เฉยๆรอบตีบเดินหน้าตีบแคบลง ผลการสวนหัวใจเมื่อห้าปีก็ยิ่งยืนยันว่ากลุ่มที่ปรับชีวิตรอยตีบก็ยิ่งโล่ง ขึ้นอีก กลุ่มที่อยู่เฉยๆรอยตีบก็ยิ่งตีบแคบลงอีก ต้องเจ็บหน้าอกบ่อยกว่า เข้าโรงพยาบาลบ่อยกว่า

มาถึงตรงนี้โรคหลอดเลือดหัวใจนั้นชัดแล้วว่ามันหายได้ด้วยการกินอาหารที่มี พืชเป็นหลัก ออกกำลังกาย และจัดการความเครียด แล้วความดันเลือดสูงละ ผมได้ค้นคว้าต่อไปอีก ก็พบว่ามีงานวิจัยการลดความดันเลือดโดยไม่ใช้ยาทำไว้เป็นจำนวนมาก เรียกว่าเป็นหลักฐานที่ชัดเจน ผมสรุปมาให้ดูตรงนี้คือถ้าลดน้ำหนักได้ 10 กก. ความดันตัวบนจะลดลง 20 มิล ถ้ากินอาหารมังสะวิรัติบวกนมไร้ไขมันบวกปลาความดันตัวบนจะลดลง 14 มิล ถ้าออกกำลังกาย ความดันตัวบนจะลดลง 9 มิล ถ้าเลิกกินเค็ม ความดันตัวบนจะลดลง 8 มิล ถ้าบวกสี่อย่างนี้เข้าด้วยกันความดันตัวบนก็จะลดลงได้มากโดยที่ไม่ต้องใช้ยา เลย

คราวนี้โดยบังเอิญ ผมก็ไปพบงานวิจัยปรับชีวิตเพื่อรักษาเบาหวานเข้า งานวิจัยนี้เรียกว่างานวิจัย DPPRG เขาเอาคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 100 มา 3234 คน มาจับฉลากแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มที่ 1. ให้ปรับชีวิตในสามประเด็นคืออาหาร ออกกำลังกาย และจัดการความเครียด กลุ่มที่ 2. ให้กินยาเบาหวานซะเลยรู้แล้วรู้รอด กลุ่มที่ 3. ไม่ต้องทำอะไร ใช้ชีวิตไปตามปกติของตน แล้วตามดูคนพวกนี้ไปสี่ปี ดูว่าใครจะป่วยเป็นโรคเบาหวานมากกว่ากัน ผลเป็นอย่างนี้ครับ

กลุ่มที่ไม่ทำอะไรเลยเป็นเบาหวานมากที่สุด กลุ่มที่กินยาเบาหวานเป็นเบาหวานรองลงมา ส่วนกลุ่มที่ปรับชีวิตเป็นเบาหวานน้อยที่สุด น้อยกว่ากลุ่มแรกเกินสองเท่าตัว

ผมศึกษางานวิจัยถึงการปรับอาหารเพื่อลดไขมันในเลือดและลดการเป็นโรค เริ่มต้นผมก็มาสะดุดที่งานวิจัยขนาดใหญ่ของฮาร์วาร์ดอันนี้ ในงานวิจัยนี้ ฮาร์วาร์ดตามดูคนแปดหมื่นกว่าคนนาน 12 ปี เพื่อจะดูว่าการกินไขมันแบบไหนทำให้ป่วยและตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจมาก ที่สุด โดยใช้แคลอรี่ที่เท่ากันเป็นตัวเทียบ และเอาแคลอรี่จากอาหารคาร์โบไฮเดรตเป็นเกณฑ์มาตรฐาน พูดง่ายๆว่าเป็นงานวิจัยเทียบระดับความชั่วร้ายของไขมันชนิดต่างๆ ก่อนหน้านี้ผมมีความเข้าใจว่าน้ำมันหมู น้ำมันวัว หรือที่เรียกกันว่าไขมันอิ่มตัวนั้น เป็นไขมันที่ชั่วร้ายที่สุด แต่พอมาศึกษางานวิจัยนี้จึงรู้ว่าเข้าใจชีวิตผิดไปแล้ว

ผลของงานวิจัยนี้ ไขมันที่ชั่วร้ายที่สุดคือไขมันทรานส์ ทำให้ป่วยและตายมากกว่าคาร์โบไฮเดรตถึง 93% ชั่วร้ายกว่าน้ำมันหมูน้ำมันวัวที่ทำให้ป่วยและตายมากกว่าคาร์โบไฮเดรตสิบ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น คือสรุปว่าไขมันทรานส์นี้ชั่วร้ายกว่าน้ำมันหมูหลายเท่า

ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าไขมันทรานส์นี่มันอะไรกันวะ เมื่อศึกษาเพิ่มเติมจึงได้ทราบว่าไขมันทรานส์นี้แต่ก่อนมันมีในอาหารของ มนุษย์เราน้อยมาก เพราะมันไม่มีอยู่ในธรรมชาติ แต่เมื่อยี่สิบปีก่อนคนเราเกิดความกลัวน้ำมันหมูน้ำมันวัวแบบขี้ขึ้นสมอง คนก็หันไปหาน้ำมันพืชซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลือง แต่ว่าน้ำมันไม่อิ่มตัวนี้มันเอามาทำอาหารอุตสาหกรรมไม่ได้ เพราะมันเหลวเละ อัดเป็นก้อนไม่ได้ ทำให้เป็นผงก็ไม่ได้ นักอุตสาหกรรมจึงเอาน้ำมันพืชมา แล้วใส่ไฮโดรเจนเข้าไปเพื่อให้โมเลกุลของมันมีความเสถียร ทำเป็นก้อนได้ ทำเป็นผงได้ น้ำมันที่ได้จากการใส่ไฮโดรเจนนี้เรียกว่าไขมันทรานส์ มันทำมาจากน้ำมันถั่วเหลืองก็จริง แต่มันกลายเป็นน้ำมันอีกอย่างไปแล้ว คุณสมบัติมันเปลี่ยนไปแล้ว เหมือนคนเคยเป็นเสื้อเหลืองตอนนี้เปลี่ยนเป็นเสื้อแดง มันคนละเรื่องแล้ว แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนวงการแพทย์ยังไม่รู้ เราก็เอาไขมันทรานส์มาทำอาหารอุตสาหกรรมเช่นเนยเทียม ครีมเทียมใส่กาแฟ และเอามาทำ เค้ก คุ้กกี้ ขนมกรุบกรอบต่างๆ เหล่านี้แหละคือไขมันทรานส์

ผมถึงบางอ้อเลย เพราะผมดื่มกาแฟ "ทรีอินวัน" ใส่ครีมเทียมและน้ำตาลก้อนวันละหลายแก้ว มีคุ้กกี้ควบกับกาแฟเสมอ แถมกลับบ้านโซ้ยเค้กซาราลีเป็นมื้อเย็นอีก เรียกว่าผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของไขมันทรานส์ ไขมันที่ชั่วร้ายที่สุดมาซะนานนะเนี่ย อุตส่าห์เลิกแคบหมูของโปรดนึกว่าจะได้ดี..ที่ไหนได้

ยังมีอีกประเด็นหนึ่ง คือผมทบทวนงานวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐาน จนผมสรุปข้อมูลได้แน่ชัดว่าหากเรากินอาหารคาร์โบไฮเดรตเข้าไปมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว แป้ง น้ำตาล หากคาร์โบไฮเดรตมันเหลือใช้ ร่างกายจะเปลี่ยนมันเป็นไขมันเก็บไว้ และทำให้ระดับไขมันเลวในร่างกายเพิ่มขึ้น และเมื่อผมตามไปดูงานวิจัยที่มาของคาร์โบไฮเดรตในอาหารของคนอเมริกัน ก็พบว่า 35% มาจากเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลเช่นน้ำอัดลมต่างๆ อ้าว..เอาอีกแล้วผม เพราะผมดื่มโค้กแทนน้ำเปล่า ผมรับมาเต็มๆอีกแล้ว

มาถึงจุดนี้ เห็นงานวิจัยพวกนี้ ผมสรุปได้แล้วว่าทางไปอยู่ที่ไหน ทางไปคือต้องปรับชีวิตในสามประเด็น คืออาหาร ออกกำลังกาย และจัดการความเครียด ผมตัดสินใจเลย…ต้องเดินหน้าทดลองกับตัวเอง

ผมโยนยาที่หมอให้มาทิ้งหมด เอาแบบพระเจ้าตากทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันทร์

เอาเรื่องอาหารก่อน เริ่มด้วยการเปลี่ยนโค้กเป็นโค้กซีโร่ ปรากฏว่าไม่ได้ผล เพราะมันบ่แซ่บ เมื่อลิ้นมันเรื่องมากผมจึงตัดบทเปลี่ยนจากโค้กซีโร่มาเป็นน้ำเปล่าซะเลยให้ รู้แล้วรู้รอด เพราะไหนๆมันก็จืดแล้วก็เอาให้จืดสุดๆไปเลย

ทีนี้ก็มาถึงเค้ก ผมติดเค้ก อย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว วิธีแก้ของผมง่ายมาก คือผมออกกฎหมายห้ามนำเค้กเข้าบ้าน ลูกเมียพาลอดกินเค้กกันหมด ได้ผลปึ๊ดเลย

ก็เหลือเรื่องเดียว คือต้องทานผักผลไม้ให้มากขึ้น ตามมาตรฐานที่แนะนำโดย USDA คือต้องทานให้ได้ถึงวันละ 5 เสริฟวิ่ง หนึ่งเสริฟวิ่งนิยามว่าเท่ากับผักสดหนึ่งจาน หรือผลไม้ลูกเขื่องๆเช่นแอปเปิ้ลหนึ่งลูก วันหนึ่งต้องได้ 5 เสริฟวิ่ง โอ้โฮ จะเอาเวลาที่ไหนมาเคี้ยวกันละครับ เพราะทุกวันนี้แค่อาหารตามมื้อปกติยังจะไม่มีเวลาเคี้ยวเลย แต่ก็พอดีช่วงนั้นมีเครื่องปั่นอาหารด้วยความเร็วสูงเข้ามาขายในบ้านเรา คือความเร็วสูงถึงสามหมื่นรอบต่อนาที ขณะที่เครื่องปั่นอาหารทั่วไปความเร็วอย่างมากก็แค่สามพันรอบต่อนาที ด้วยรอบที่สูงขนาดนี้ ทำให้สามารถปั่นส่วนของผลไม้แข็งๆเช่นเม็ดในขององุ่นหรือฝรั่งให้กลายเป็น ของเหลวที่ดื่มได้เลย เขาเอามาปั่นผลไม้ที่แช่แข็งแล้วให้กลายเป็นน้ำแข็งฝอยคล้ายไอศครีมซึ่ง เรียกกันทั่วไปว่าเชอร์แบท ก่อนหน้านั้นผมเองเคยได้อ่านหมออเมริกันคนหนึ่งเขียนถึงการรักษาคนสูงอายุ ที่ฟันไม่ดีและเป็นโรคขาดวิตามินด้วยวิธีการปั่นผักและผลไม้จนเหลวเป็นน้ำ ให้ดื่มจะได้ไม่ต้องเคี้ยว ผมจึงบอกภรรยาซื้อเครื่องปั่นแบบนี้มาลองดู ตื่นเช้าก็เอาผลไม้และผักอะไรก็ได้ที่เหลือจากห้องครัวโยนใส่โถแล้วปั่นให้ เป็นน้ำ แต่งรสด้วยมะนาวกับน้ำผึ้งนิดหน่อยให้พอกระเดือกได้ แล้วใส่ขวดโค้กยักษ์จุหนึ่งลิตรไปดื่มที่ที่ทำงาน ค่อยๆดื่มไปตั้งแต่มื้อเช้ายันมื้อเที่ยง พอบ่ายก็ทานสลัดที่ภรรยาทำใส่กล่องพลาสติกไปให้ กาแฟก็เปลี่ยนเป็นกาแฟดำ คุ้กกี้ที่ทานกับกาแฟก็เปลี่ยนเป็นถั่วหรือนัทที่ภรรยาอบมาให้จากบ้าน เป็นอย่างนี้ทุกวันเช้ายันเย็นไม่ทานข้าวหรือก๋วยเตี๋ยวหรือของแข็งอะไรอื่น เลย มีมื้อเย็นมื้อเดียวที่ผมทานอาหารปกติกับลูกเมียที่บ้าน แต่ก็ลดข้าวลงจากหนึ่งจานเต็มๆเหลือสองช้อน สองช้อนโต๊ะนะครับ ไม่ใช่สองทัพพี ชีวิตแบบนี้ก็ดีนะครับ สุขสบายกว่าเดิม โดยเฉพาะมื้อกลางวันไม่ต้องออกไปทานข้างนอกต้องคอยรับไหว้เด็กๆตั้งแต่เดิน ไป นั่งกิน แล้วเดินกลับ ไม่หนุกเลย

คราวนี้ก็มาถึงเรื่องการออกกำลังกาย ปัญหาแรกก็คือเวลา เพราะเช้าก็ต้องรีบไปทำงาน เย็นกลับมาก็สองสามทุ่ม ทานอาหารเสร็จก็ได้เวลานอนแล้ว ตอนแรกผมใช้วิธีออกไปเดินเร็วๆในหมู่บ้าน หมาเห่ากันเกรียวเพราะมันค่ำแล้ว แล้วผมเนี่ยมีนิสัยไม่ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือชอบทะเลาะกับหมามาตั้งแต่เด็ก การออกไปวิ่งแต่ละครั้งแทนที่จะผ่อนคลายกลับกลายเป็นความเครียด จึงต้องเปลี่ยนใหม่ ซื้อเครื่องวิ่งสายพานมา มาตั้งไว้ในห้องทีวี ใหม่ๆก็ขยันเดินขยันวิ่งด้วยความลำบาก เพราะหากจะออกกำลังกายให้ได้ผลดีอย่างที่งานวิจัยเขาบอกไว้ ต้องออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควร ซึ่งนิยามว่าต้องหอบแฮ่กๆจนร้องเพลงไม่ได้ และต้องต่อเนื่อง ซึ่งนิยามว่าต้องแฮ่กๆต่อเนื่องกันไปอย่างน้อย 30 นาที และต้องสม่ำเสมอ ซึ่งนิยามว่าต้องทำแบบนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ซึ่งพอลงมือทำแล้วมันไม่ง่ายเลย พอออกกำลังกายแล้วมันก็ปวดเมื่อย เหนื่อย และนอนมาก แต่เวลาของเรามีน้อย เริ่มต้นก็ทำได้ถี่ แล้วก็ค่อยๆห่างไปๆ จนเครื่องเดินสายพานกลายเป็นเครื่องประดับรกห้องทีวี ท้ายที่สุดทนดูมันไม่ได้ต้องย้ายไปไว้บนชั้นสาม เด็กคนใช้ชอบใจเพราะได้ที่ตากผ้าขี้ริ้ว ผมเปลี่ยนไปซื้อเครื่องโยกแบบที่เรียกว่า elliptical มาแทน ก็ล้มเหลวอีก แล้วก็พยายามใหม่ แล้วก็ล้มเหลวอีก แล้วก็พยายามใหม่อีก แบบว่า.. ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามอยู่ที่นั่น เวลาผ่านไปหกเดือน ก็ยังออกกำลังกายไม่สำเร็จ

ในที่สุดผมต้องนั่งจับเข่าคุยกับตัวเองว่าถ้าผมเชื่อว่าการออกกำลังกายเป็น เรื่องสำคัญที่สุด ผมต้องทำมันก่อนสิ่งอื่นในแต่ละวัน เพราะในวิชาการบริหาร หลักการบริหารเวลาคือทำเรื่องสำคัญก่อน ดังนั้นตื่นเช้าขึ้นมาผมต้องออกกำลังกายก่อน ถ้าไม่ได้ออกกำลังกาย ยังไม่ต้องทำเรื่องอื่น

ในที่สุดสูตรนี้ก็เวอร์ค ผมตื่นมา ออกกำลังกายก่อน เริ่มตั้งแต่ในที่นอนเลย แล้วก็ไปต่อที่สนามหญ้าหน้าบ้าน วิ่งบ้าง ดึงสายยืด ยกดัมเบล เอาจักรยานออกไปขี่บ้าง รำมวยจีนบ้าง แล้วในที่สุดก็ทำได้อย่างต่อเนื่อง

หลังจากออกกำลังกายได้ต่อเนื่องเดือนเดียว ชีวิตผมก็เปลี่ยนไป พุงยุบจนเปลี่ยนกางเกงตามไม่ทัน น้ำหนักลดลง มองโลกในแง่ดีมากขึ้น และมีความกล้าตัดสินใจที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองมากขึ้น พอผ่านไปได้หกเดือน ครบกำหนดตรวจร่างกายประจำปี ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติหมด ทั้งความดันเลือด ไขมันในเลือด และน้ำหนัก มันเหลือเชื่อจริงๆ การเปลี่ยนชีวิต ทำให้ผมเลิกยาวันละกำมือได้ นี่ขนาดผมยังไม่ได้เริ่มทำอย่างที่สามจริงจังเลยนะ คือการจัดการความเครียด ผมยังไม่ได้เริ่มจริงจังเลย

ณ จุดนั้นผมมานั่งคิดใคร่ครวญดู ตัวเราหรือก็อายุก็ห้าสิบกว่าแล้ว จะผ่าตัดหัวใจให้คนไข้ไปได้อีกอย่างมากก็สองสามร้อยคนแล้วก็เกษียณ ผ่าไปแล้วพวกเขาใช่ว่าจะหายจากโรค อีกสิบปีถ้ายังไม่ตายก็จะพากันกลับมาให้ผ่าใหม่ แล้วเวลาในชีวิตของผมเองก็เหลืออยู่จำกัด ยิ่งเวลาในชีวิตงวดลง เวลาก็ยิ่งดูจะมีค่ามากยิ่งขึ้นทุกที ผมจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทำผ่าตัดอีกต่อไปอย่างนี้หรือ ทำไม่ผมไม่ทิ้งการผ่าตัดให้คนรุ่นหลังเขาทำกันไปละ ตัวผมเปลี่ยนไปทำอะไรที่ช่วยคนไข้ในวงกว้างได้ถาวรกว่าการผ่าตัดหัวใจเสีย ไม่ดีกว่าหรือ

คิดได้แล้วผมก็ตัดสินใจเลย คือลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล เลิกผ่าตัดหัวใจ หันไปเรียนหนังสือใหม่ ไปฝึกอบรมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว จะได้ทำงานป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพได้เต็มที่ อ่านหนังสือและทำวิจัยอยู่สองปีก็สอบเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว หรือ Family Medicine ได้ ไปสอบกับหมอรุ่นเด็กๆตอนอายุห้าสิบปลายๆนะ ปูนนี้แล้วคนเราถ้าไม่ตั้งใจจริงก็คงไม่ทำ จากนั้นก็เปลี่ยนอาชีพมาเป็นหมอทั่วไป ไม่ผ่าตัด ไม่รักษาคนป่วยแล้ว แต่ให้คำแนะนำคนดีๆที่ยังไม่ป่วยว่าต้องเปลี่ยนชีวิตอย่างไร จึงจะไม่ป่วย

ขอเผยแพร่เพื่อสาธารณประโยชน์

อ. ชูพงศ์-สหายหมาน้อย 28 ก.ย. 2559 ตอน ความสามัคคีของเผด็จการไทย (ปิดท้ายโดย ดร. เพียงดิน รักไทย)

อ. ชูพงศ์-สหายหมาน้อย 28 ก.ย. 2559 ตอน ความสามัคคีของเผด็จการไทย (ปิดท้ายโดย ดร. เพียงดิน รักไทย)

https://youtu.be/DU0Ha91vKXI     

https://youtu.be/Fj6YOGUYBEA     

---------------------

***Download ร่างจดหมาย เพื่อส่งผู้นำนานาชาติต่าง ๆ ที่ http://tinyurl.com/gsetacg

***โปรดช่วยกันกระจายและส่งให้มากที่สุดนะครับ ขอบคุณครับ

สนับสนุนแนวทางมดแดงล้มช้าง ของ คณะราษฎรเสรีไทย กับ ดร. เพียงดิน

ส่งข้อมูลลับผ่านช่องทางที่ปลอดภัยทางลิ้งค์ต่อไปนี้

http://tinyurl.com/o2rzao8     

หรือที่นี่ http://tinyurl.com/pcqjppt     

****ลิ้งค์ล่าสุด  http://tinyurl.com/gssuvm2     

และรายงานการปฏิบัติงานและความคืบหน้าเครือข่าย ได้ที่ 4everche@gmail.com     

----------------------

สนับสนุนการเผยแพร่โดย ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และมหาวิทยาลัยประชาชน เพื่อสาธารณะประโยชน์ ในการสร้างจิตสำนึกทางประชาธิปไตย สันติวิธี และการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน


-----------------------------

=================


คำแถลงการณ์คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง ต่อผล "การลงประชามติ"


8 สิงหาคม 2559

______________________________________________________

ท่ามกลางการตีปีกดีใจของเครือข่ายเผด็จการทรราชย์ในประเทศไทย ต่อผล "การลงประชามติลวงโลก" และความรู้สึกต่าง ๆ ของคนไทย ที่มีทั้งสะใจ(อย่างหลงผิด) งุนงง ตลึง เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ หรือคลั่งแค้น ฯลฯ ในนามของเครือข่ายมดแดงล้มช้าง ขอแถลงการณ์ถึงพลเมืองไทย และพลพรรคมดแดงทั่วโลก ซึ่งกระจายอยู่ใน 77 จังหวัด ทั่วประเทศไทย 34 ประเทศทั่วโลก และ 24 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกา ดังนี้


ละครฉากที่เรียกว่า "การลงประชามติ" นั้น ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความพยายามในการฟอกขาวของโจรกบฏ เพราะต้องการหลบให้พ้นแรงบีบจากคนไทยด้วยกันเอง และนานาอารยประเทศ และเพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการที่ฝังรากลึกบนแผ่นดินไทยต่อไป บนความได้เปรียบที่จะเอา "ผลประชามติ" ไปอ้างความชอบธรรมและตบตาชาวโลกว่า คนไทยมีฉันทามติให้พวกมันอยู่ในอำนาจตามโรดแม็ปที่พวกมันนึกกันเอาเอง และจะยัดเยียดรายละเอียดที่เลวร้ายอีกมากมายให้ระบอบเป็นเผด็จการอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น โดยไม่ใส่ใจต่อความเสียหายที่จะต้องเกิดขึ้นแก่ประชาชนและประเทศไทยอย่างสาหัสยิ่งกว่าที่ผ่านมา และเพื่อความชัดเจนของเป้าหมายและทิศทางการต่อสู้ของปวงชนชาวไทย ที่ใฝ่เสรีประชาธิปไตย คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง จึงขอประกาศจุดยืนดังนี้


หนึ่ง คสช. ที่ได้ปล้นอำนาจจากปวงชนชาวไทย ไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้น ยังมีฐานะกบฏ ที่ทำผิดประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา ต้องมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และการนิรโทษกรรมตนเองของพวกเขา ย่อมเป็นโมฆะ และกรรมของพวกเขาทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตต่อจากนี้ จะต้องถูกนำเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลประชาชนทันที เมื่อประชาชนชนะ ได้อำนาจคืนแล้ว


สอง เครือข่ายอำนาจเผด็จการทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ที่ได้ให้ความร่วมมือกับ คสช. ย่อมมีโทษในฐานะก่อการร่วม และมีโทษที่ต้องถูกสะสางโดยทั่วหน้า ตามลำดับชั้นความผิดของพวกเขาทั้งมวล


สาม ผลการลงประชามติลวงโลกครั้ง นี้ รวมทั้งกฎหมาย ข้อบังคับ คำสั่ง และพันธสัญญาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจที่ คสช. ปล้นจากปวงชนชาวไทยไปนั้น ไม่ว่าจะเกี่ยวด้วยกิจการภายใน และเกี่ยวข้องกับนานาประเทศ ให้ถือเป็นโมฆะ และปวงชนชาวไทย ไม่จำเป็นต้องยอมรับพันธะใด ๆ และเราจะประกาศให้นานาชาติรับรู้จุดยืนตรงนี้อย่างเข้มข้นต่อไป


สี่ เราจะเริ่มต้นการบอยคอตต์ต่าง ๆ ในทุกทางที่ทำได้ ในฐานะพลเมืองเจ้าของประเทศ ที่ปฏิเสธการคงอยู่และการปล้นใช้อำนาจของพวกเรา เริ่มตั้งแต่ระดับเบาไปถึงหนัก และจะต้องไม่ให้เผด็จการสามารถฟอกตัวผ่านการเลือกตั้งใต้รัฐธรรมนูญโจรกบฏนี้ได้ นั่นแปลว่า คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง จะวางเป้าหมายขับไล่เผด็จการอย่างจริงจัง นับจากบัดนี้เป็นต้นไป


ห้า การต่อสู้ของคณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง ไม่ใช่การวางเป้าล้มตัวบุคคล หรือมุ่งแค่การล้มเจ้า แต่เราจะล้มล้างสิ่งเลวร้ายทั้งปวงในระบอบการปกครองแบบเผด็จการนี้ แล้วสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง กล่าวคือ ให้อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย ให้เสรีภาพอันบริบูรณ์แก่ปวงชน ให้ปวงชนอยู่บนความเสมอภาคใต้กฎหมายและการมีโอกาสต่าง ๆ ที่เท่าเทียมกัน การมีส่วนร่วมอย่างถ้วนหน้าและการใช้เสียงส่วนใหญ่ของปวงชนอย่างบริสุทธิ์ โปร่งใสและเป็นธรรมในการกำหนดอำนาจและผู้ใช้อำนาจรัฐทุกระดับ การสร้างภาวะนิติรัฐและธรรมาภิบาลอย่างจริงจัง และการยึดถือหลักสิทธิมนุษยชนตามหลักสากลโลกอย่างเคร่งครัด สิ่งใด ๆ ที่ขัดกับหลักการเหล่านี้ จะต้องถูกชะล้างออกไป เพื่อสร้างบ้านเมืองตามหลักการดังกล่าวนี้ให้จงได้ในอนาคตอันไม่ไกลนี้


หก คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง จะยังคงยึดหลักการต่อสู้ด้วยสันติวิธีและตามอุดมการณ์มดแดงล้มช้าง บนความชอบธรรมและได้เปรียบของปวงชนเจ้าของประเทศ ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ และการอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายคนไทยทั่วโลกและมิตรประเทศ เพื่อล้มล้างอำนาจเผด็จการ และสถาปนาระบอบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเร็วที่สุด และจะร่วมมือกับทุกกลุ่มเพื่อบรรลุเป้าหมายข้างต้น จึงขอแจ้งให้พลเมืองไทยทุกท่าน และพลพรรคมดแดงล้มช้าง ให้ทราบเพื่อถือเป้าหมายและแนวทางดังกล่าว เป็นหลักในการปฏิบัติการกู้ชาติ ยึดอำนาจคืนจากโจรกบฏ แล้วสร้างรัฐไทยใหม่ เพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทุกคน สืบถึงลูกหลานไทยโดยทั่วหน้า


ประกาศ ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2559


คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง


คำแถลงการณ์คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง ต่อผล “การลงประชามติ” และจุดยืนของปวงชน

คำแถลงการณ์คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง ต่อผล "การลงประชามติ"


8 สิงหาคม 2559

______________________________________________________


ท่ามกลางการตีปีกดีใจของเครือข่ายเผด็จการทรราชย์ในประเทศไทย ต่อผล "การลงประชามติลวงโลก" และความรู้สึกต่าง ๆ ของคนไทย ที่มีทั้งสะใจ(อย่างหลงผิด) งุนงง ตลึง เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ หรือคลั่งแค้น ฯลฯ ในนามของเครือข่ายมดแดงล้มช้าง ขอแถลงการณ์ถึงพลเมืองไทย และพลพรรคมดแดงทั่วโลก ซึ่งกระจายอยู่ใน 77 จังหวัด ทั่วประเทศไทย 34 ประเทศทั่วโลก และ 24 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกา ดังนี้


ละครฉากที่เรียกว่า "การลงประชามติ" นั้น ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความพยายามในการฟอกขาวของโจรกบฏ เพราะต้องการหลบให้พ้นแรงบีบจากคนไทยด้วยกันเอง และนานาอารยประเทศ และเพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการที่ฝังรากลึกบนแผ่นดินไทยต่อไป บนความได้เปรียบที่จะเอา "ผลประชามติ" ไปอ้างความชอบธรรมและตบตาชาวโลกว่า คนไทยมีฉันทามติให้พวกมันอยู่ในอำนาจตามโรดแม็ปที่พวกมันนึกกันเอาเอง และจะยัดเยียดรายละเอียดที่เลวร้ายอีกมากมายให้ระบอบเป็นเผด็จการอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น โดยไม่ใส่ใจต่อความเสียหายที่จะต้องเกิดขึ้นแก่ประชาชนและประเทศไทยอย่างสาหัสยิ่งกว่าที่ผ่านมา และเพื่อความชัดเจนของเป้าหมายและทิศทางการต่อสู้ของปวงชนชาวไทย ที่ใฝ่เสรีประชาธิปไตย คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง จึงขอประกาศจุดยืนดังนี้


หนึ่ง คสช. ที่ได้ปล้นอำนาจจากปวงชนชาวไทย ไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้น ยังมีฐานะกบฏ ที่ทำผิดประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา ต้องมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และการนิรโทษกรรมตนเองของพวกเขา ย่อมเป็นโมฆะ และกรรมของพวกเขาทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตต่อจากนี้ จะต้องถูกนำเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลประชาชนทันที เมื่อประชาชนชนะ ได้อำนาจคืนแล้ว


สอง เครือข่ายอำนาจเผด็จการทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ที่ได้ให้ความร่วมมือกับ คสช. ย่อมมีโทษในฐานะก่อการร่วม และมีโทษที่ต้องถูกสะสางโดยทั่วหน้า ตามลำดับชั้นความผิดของพวกเขาทั้งมวล


สาม ผลการลงประชามติลวงโลกครั้ง นี้ รวมทั้งกฎหมาย ข้อบังคับ คำสั่ง และพันธสัญญาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจที่ คสช. ปล้นจากปวงชนชาวไทยไปนั้น ไม่ว่าจะเกี่ยวด้วยกิจการภายใน และเกี่ยวข้องกับนานาประเทศ ให้ถือเป็นโมฆะ และปวงชนชาวไทย ไม่จำเป็นต้องยอมรับพันธะใด ๆ และเราจะประกาศให้นานาชาติรับรู้จุดยืนตรงนี้อย่างเข้มข้นต่อไป


สี่ เราจะเริ่มต้นการบอยคอตต์ต่าง ๆ ในทุกทางที่ทำได้ ในฐานะพลเมืองเจ้าของประเทศ ที่ปฏิเสธการคงอยู่และการปล้นใช้อำนาจของพวกเรา เริ่มตั้งแต่ระดับเบาไปถึงหนัก และจะต้องไม่ให้เผด็จการสามารถฟอกตัวผ่านการเลือกตั้งใต้รัฐธรรมนูญโจรกบฏนี้ได้ นั่นแปลว่า คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง จะวางเป้าหมายขับไล่เผด็จการอย่างจริงจัง นับจากบัดนี้เป็นต้นไป


ห้า การต่อสู้ของคณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง ไม่ใช่การวางเป้าล้มตัวบุคคล หรือมุ่งแค่การล้มเจ้า แต่เราจะล้มล้างสิ่งเลวร้ายทั้งปวงในระบอบการปกครองแบบเผด็จการนี้ แล้วสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง กล่าวคือ ให้อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย ให้เสรีภาพอันบริบูรณ์แก่ปวงชน ให้ปวงชนอยู่บนความเสมอภาคใต้กฎหมายและการมีโอกาสต่าง ๆ ที่เท่าเทียมกัน การมีส่วนร่วมอย่างถ้วนหน้าและการใช้เสียงส่วนใหญ่ของปวงชนอย่างบริสุทธิ์ โปร่งใสและเป็นธรรมในการกำหนดอำนาจและผู้ใช้อำนาจรัฐทุกระดับ การสร้างภาวะนิติรัฐและธรรมาภิบาลอย่างจริงจัง และการยึดถือหลักสิทธิมนุษยชนตามหลักสากลโลกอย่างเคร่งครัด สิ่งใด ๆ ที่ขัดกับหลักการเหล่านี้ จะต้องถูกชะล้างออกไป เพื่อสร้างบ้านเมืองตามหลักการดังกล่าวนี้ให้จงได้ในอนาคตอันไม่ไกลนี้


หก คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง จะยังคงยึดหลักการต่อสู้ด้วยสันติวิธีและตามอุดมการณ์มดแดงล้มช้าง บนความชอบธรรมและได้เปรียบของปวงชนเจ้าของประเทศ ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ และการอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายคนไทยทั่วโลกและมิตรประเทศ เพื่อล้มล้างอำนาจเผด็จการ และสถาปนาระบอบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเร็วที่สุด และจะร่วมมือกับทุกกลุ่มเพื่อบรรลุเป้าหมายข้างต้น จึงขอแจ้งให้พลเมืองไทยทุกท่าน และพลพรรคมดแดงล้มช้าง ให้ทราบเพื่อถือเป้าหมายและแนวทางดังกล่าว เป็นหลักในการปฏิบัติการกู้ชาติ ยึดอำนาจคืนจากโจรกบฏ แล้วสร้างรัฐไทยใหม่ เพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทุกคน สืบถึงลูกหลานไทยโดยทั่วหน้า


ประกาศ ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2559


คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง


Sunday, September 25, 2016

สงสาร นายกยิ่งลักษณ์...

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดด้วยเนื้อความที่ยาวผิดปกติทั้งนี้เพราะหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจและนั่งแทนนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะอยู่เงียบๆไม่พูด แต่ออกไปโพสต์ ณ บริเวณนั้น ลงเฟซบุ๊ก ณ บริเวณนี้หรือหากจะแสดงความคิดเห็นใดๆ มักแสดงความเห็นผ่านทางออนไลน์ส่วนการให้สัมภาษณ์นั้น น้อยครั้งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะออกมาพูดเช่นเมื่อท้ายสัปดาห์ที่แล้วน้อยครั้งที่จะพูดอย่างมีเนื้อมีหนังโดยเฉพาะ การเปิดใจถึงกรณี ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงคดี "ทำให้น้ำท่วมใหญ่" เมื่อปี 2554น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์สรุปความได้ว่า ข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ เป็นการกล่าวหาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตผู้นำฝ่ายค้านไม่เข้าใจทำไม ป.ป.ช.ถึงทำเช่นนั้น เพราะตอนเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี น้ำได้ท่วมอยู่แล้วไม่เข้าใจว่าทำไมจึงโดนอยู่คนเดียวนั่งอยู่ดีๆ ก็ต้องมารับเรื่องหมด ตอนนี้มีถึง 15 คดีแล้ว พอส่งทนายไปคัดค้านต่อ ป.ป.ช. ก็ถูกปฏิเสธคำร้องทุกครั้งอยากร้องผ่านสื่อมวลชนและสาธารณชน อยากให้ปฏิบัติเท่าเทียมกับคนอื่นๆน.ส.ยิ่งลักษณ์ชี้ว่า คดีตัวเองถูกร้องนั้นมีการดำเนินการเร็วมาก รับทุกเรื่อง พิจารณาทุกเรื่อง แต่คดีของผู้อื่นไม่คืบหน้าเลยนั่นเป็นข้อแคลงใจแรกที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตั้งข้อสังเกต ยังมีข้อแคลงใจถึงเรื่องการใช้ ม.44 ตามมาเรื่องของมาตรา 44 ให้อำนาจกรมบังคับคดีในการยึดทรัพย์จากการใช้คำสั่งทางปกครองสั่งชดเชยค่าเสียหายในการจำนำข้าวนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่า สิ่งแรกที่มองคือผลของคดียังไม่รู้ แต่ออกคำสั่งมาตรา 44 มอบอำนาจให้กรมบังคับคดีไว้แล้วเหมือนเป็นการชี้นำคดี ถือเป็นความไม่ยุติธรรมถ้ามั่นใจว่ากระบวนการทั้งหมดโปร่งใสและเป็นธรรม…ทำไมต้องใช้มาตรา 44 ด้วยถ้ามั่นใจว่าข้าราชการทำถูกก็ไม่ต้องกลัวถูกฟ้องวันเดียวกัน นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.เป็นการยื่นครั้งที่ 8 เพื่อคัดค้านการแต่งตั้ง น.ส.สุภา เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงนายนรวิชญ์ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดนร้องทั้งหมด 15 คดี ในจำนวนนี้ 6 คดี มี น.ส.สุภาเป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนฯเช่น กรณีถูกกล่าวหาแทรกแซงหรือเอื้อบุคคลในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กรณีกล่าวหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ กรณีถูกกล่าวหาเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ชุมนุมทางการเมืองมี 1 คดี ที่มี นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่พ้นตำแหน่งไปแล้วแต่กลับมาเป็นอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงนายนรวิชญ์ระบุสาเหตุที่คัดค้านการแต่งตั้งประธานอนุกรรมการฯดังกล่าวว่า น.ส.สุภา เคยเป็นประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว และมีเหตุให้ข้อมูลการปิดบัญชีหลุดออกไปถึงมือฝ่ายค้าน และยังเคยไปเป็นพยานเบิกความในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ในคดีโครงการรับจำนำข้าวนายนรวิชญ์ชี้ว่า น.ส.สุภา ถือเป็นคู่ขัดแย้งกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างชัดเจน การเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และทนายความ เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อขึ้นกล่าวในเวทียูเอ็นพล.อ.ประยุทธ์กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 71 ในหัวข้อ "เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน แรงผลักดันสากลเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกของเรา"พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า ปี 2559 เป็นปีที่ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติครบ 70 ปี และเป็นปีแรกที่เริ่มต้นนำวาระสำคัญของโลกสู่การปฏิบัติรัฐบาลไทยเชื่อว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากสันติภาพและความมั่นคง หรือหากสิทธิของประชาชนถูกละเมิดและไม่ได้รับการยอมรับพล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงสถานการณ์ภายในประเทศว่า รัฐบาลได้วางรากฐานเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ประชาชนได้ใช้สิทธิลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญตามวิถีทางประชาธิปไตยแล้วขณะนี้กำลังพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆ ให้แล้วเสร็จ นำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปตามโรดแมปได้ในปลายปี 2560การออกเสียงประชามติสะท้อนถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย โดยตระหนักถึงเสียงสะท้อนจากประชาคมระหว่างประเทศรัฐบาลเข้ามาเพื่อดูแลสถานการณ์ ในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและความมั่นคงและเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติสุขแล้ว รัฐบาลก็ผ่อนคลายมาตรการชั่วคราวที่ไม่จำเป็น เช่น การประกาศยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร เป็นต้นน่าสังเกตว่า ข่าวสารคำแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ กับข่าวสารคำร้องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เกิดขึ้นในวันเดียวกันพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในเวทียูเอ็นยืนยันการให้สิทธิเสรีภาพประชาชนขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ร้องขอความยุติธรรมผ่านสื่อมวลชนข่าวสารที่ปรากฏออกไปสู่ภายนอก จึงเป็นข่าวสารที่ "สวนทางกัน"และกลายเป็นความท้าทายที่ต้องจับตาเฝ้ามองกันต่อไปทั้งการดำเนินการของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ทั้งการดำเนินการขององค์กรอิสระต้องเฝ้าจับตามองว่า ยึดติดเกาะเกี่ยวกับ "นิติรัฐ-นิติธรรม"มากน้อยเพียงใดยังต้องเฝ้าติดตามกระบวนการทางยุติธรรมการใช้มาตรา 44 ในการเรียกร้องค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว เป็นเพราะข้าราชการไม่มั่นใจไม่มั่นใจว่าจะถูกผู้ถูกร้องฟ้องกลับในภายหลังจึงต้องใช้มาตรา 44 เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกิดแก่ฝ่ายราชการ …ใช่หรือไม่หมายความว่า หากไม่ใช้มาตรา 44 คุ้มครอง ข้อเรียกร้องที่รัฐกระทำต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวก อาจจะผิดก็ได้ …ใช่หรือเปล่ารวมไปถึงการใช้ "คู่ขัดแย้ง" ตามทรรศนะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และทนาย มาเป็นประธานคณะกรรมการไต่สวนกรณีเช่นนี้ ถูกต้องตาม "นิติรัฐ-นิติธรรม" แค่ไหนทุกอย่างที่ปรากฏ แพร่กระจายไปทั่วโลกเป้าหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เดินทางไปยูเอ็นก็เพื่อพูดให้โลกฟังเป้าหมาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ออกมาให้ข่าวต้องคดีทำน้ำท่วม ก็เพื่อให้โลกได้ยินฟ้องให้โลกได้รู้ว่ารัฐบาลไทย "ทำ"ตรงกับ "พูด" หรือไม่ผลจากเสียงที่ส่งออกไปจะเป็นเช่นไร ปฏิกิริยาต่างๆ คงจะปรากฏให้เห็นได้ในเวลาอันใกล้

Saturday, September 24, 2016

กับดัก ที่ประเทศไทย ต้องแก้ ก่อนวอดวาย!

ใช่หรือไม่ลองพิจารณาดู

*สังคมไทยติดอยู่กับ 3 กับดักสำคัญ  คือในทางเศรษฐกิจ และการเมือง สังคมไทย 'ติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง' และ 'ติดกับดักประเทศกึ่งประชาธิปไตย' 

ในทางปัญญา สังคมไทย "ติดกับดัก วัฒนธรรมทางปัญญาระดับปานกลาง หรือ วัฒนธรรมทางปัญญาระดับพอเพียง หรือที่เรียกว่า วัฒนธรรมสังคมอับจนปัญญา"

*อับจนปัญญาอย่างไร*

1.อ่านหนังสือไม่เป็น-นศ.ไทยที่พบ อ่านหนังสือไม่เป็น skill นี้ไม่ได้ อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง สังคมนี้ต้องการ skillแค่นี่?

2.สื่อมวลชน ทำหน้าที่แค่ตอบสนองตลาด ตอบสนองระบบทุนนิยม ยอมลดคุณภาพตัวเองลงมา จนเป็นสื่อ ที่ไม่มีอิทธิพลในสังคมการเมือง

3.มหา'ลัยไทย-มหา'ลัยที่จัดว่าดีที่สุดในไทย เป็นเพียง มหา'ลัยกลางๆในrankingระดับโลก มหา'ลัยส่วนใหญ่ในไทย ไม่ติดในสารบบโลก มหา'ลัย ไทย ตกต่ำ เพราะติดกับดัก ที่มัวแต่รับใช้อุดมการณ์ของรัฐราชการ

4.มนุษยศาสตร์ไทย เน้นผลิตซ้ำความรู้เดิม-เน้นสร้างองค์ความรู้ที่หลงตัวเอง-ไม่วิพากษ์วิจารณ์ความรู้เดิม-ไม่มีความสามารถในระดับหอคอยงาช้าง

5.อะไรคือความต่างระหว่าง 'หม่ำ จ๊กมก'/'@johnwinyu   อย่างแรกคือนักแสดงตลก อย่างหลังคือ นักแสดงตลกเสียดสีล้อเลียนอำนาจ

นักแสดงตลกของไทย ถนัดล้อเลียนคนอีสาน คนพิการ แต่ไม่ถนัดเสียดสีสังคม/ล้อเลียนอำนาจ มีสองคนที่เห็นบ่อยๆคือ @johnwinyu /โน้ต อุดม 

ในแง่นี้นักแสดงตลก ของไทย จึงไม่มีวัฒนธรรมการล้อเลียนอำนาจ ซึ่งเป็นสิ่งปกติในทั่วโลก ตลกไทยเจอขีดจำกัดของสังคม จึงทำให้พวกเขาแสดงได้แค่นี้ 

พวกเราฮือฮา กับการล้อเลียนของ โน้ต อุดม มาก เพราะนี่ไม่ใช่ของปกติในสังคมไทย 

6.เราไม่มีนิยายประวัติศาสตร์ดีๆ เพราะ ปวศ.ไทยศักดิ์สิทธิ์เกินไป  หรือมีแม่บทหลักแบบที่เรียกว่า ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม กำกับอยู่ ครอบงำอยู่ ซึ่งทำลายจินตนาการของนักเขียนไทยไปจนหมดสิ้น 

7.ความเคร่งทางศาสนา-กระทั่ง นักกิจกรรมก็ถือหลักความเคร่งทางศาสนา ว่าตัวเองถูก คนอื่นผิด ไม่มีการประนีประนอมใดๆ ซึ่งเป็นรากฐานความขัดแย้งสำคัญในสังคมไทย

-----------------------------------
------------สรุปจบ-------------

1-สังคมอับจนปัญญา เป็นผลจากสังคมยึดถือระบบอุปถัมภ์ ยึดถือช่วงชั้น ยึดตัวบุคคล ถือหลักนิติรัฐแบบอุปถัมภ์ หรือที่เสน่ห์เรียก ราชูปถัมภ์

2-สังคมอับจนปัญญา เป็นผลจาก โครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมนี้ ที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย กระทั่งหลัง2475 

80 กว่าปีมานี้ขยับ แต่ไม่เปลี่ยน

สังคมอับจนปัญญา เป็นผลจาก การหวนคืนของ บรรดาทหารผู้เข้ามาครองอำนาจ ระบบการเมืองแบบอนุรักษ์มาเมื่อไหร่ ปัญญาของเราหดแคบลงทุกที

3-สังคมอับจนปัญญา เป็นผลจาก ลัทธิราชาชาตินิยม คณะราษฎร พยายามบ่อนเซาะ แต่พวกเขาทำไม่สำเร็จ 

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ไม่มีพลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน ไม่มีทางลัด .. ทำใจให้พร้อมกับการสู้ยาวๆ

โลกเปลี่ยนแปลงได้ โลกเปลี่ยนแปลงเสมอ อาจดูพูดปลอบใจ แต่สังคมไทยเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างอยู่ตลอดเวลา

เชื่อมั่นเถอะ ว่า มนุษย์ทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี เพราะการมองโลกเช่นนี้ โลกจึงเปลี่ยน 

มองการเมืองระยะยาว ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยแน่ๆ
-------------------------------------
ประวัติศาสตร์จะบันทึกว่า พวกเขาเป็นผู้ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง และพวกเราเป็นผู้ผลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทีละเล็กทีละน้อยอย่างคงเส้นคงวา

ตื่นเถิดพี่น้องไทยประเทศไทยเป็นของประชาชนทุกคน ประชาชนคือผู้ออกแบบ ผู้ใช้อำนาจเสียงส่วนใหญ่สั่งให้ผู้บริหารทำตามความต้องการของพวกเรา  ไม่ใช่ให้ใครมาบังคับให้ต้องทำตามหรือถูกจำกัดกรอบให้ต้องทำอยู่ในคุกคุมขังอยู่ในนั้นจากการออกแบบของผู้ใดให้เราเข้าใจผิดและต้องทำตามอีกต่อไป...

พ.สมิง จันทวโร

Monday, September 19, 2016

จันทร์โอชา เน่า...ลูกชายอีกคน ตั้งบริษัทรับเหมา...ชงเอง กินเองในครอบครัว

หยุดดัดจริตประเทศไทย
10 hrs · 
เจอเรื่องฉาวอีกแล้ว คราวก่อนลูกชายคนเล็ก คราวนี้ลูกชายคนโต ชื่อว่า "นายปฐมพล จันทร์โอชา" ตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างชือว่า "หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น"
ปรากฎว่าบริษัทนี้ คว้างานกินรวบรับเหมาที่กองทัพภาคที่ 3 ที่พ่อมัน (ปรีชา จันทร์โอชา) คุมอยู่ คือไม่ว่าจะมีงานก่อสร้างอะไร ไอ้บริษัทนี้รับงานเรียบ มันจงใจล็อคสเป็ค ถ้าประกวดราคาก็ทำแบบเป็นพิธีสุดท้ายก็รู้อยู่แล้วว่าใครจะได้งาน
หลังรัฐประหาร คว้าสองโปรเจคท์ใหญ่
1.ก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ของกองทัพภาคที่3 จังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ค่ายพ่อขุนผาเมือง วงเงิน 13,680,000 บาท
2.ก่อสร้างตึกแถวนายททหารประทวน 10 ครอบครัวของโรงพยาบาลค่ายวชิรปราการ ต.น้ำริม อ.เมืองตาก จ.ตาก วงเงิน 13,280,000 บาท
สรุปแล้วรับทรัพย์จากสองโครงการ 26.9 ล้านบาท ซึ่งก็คือเงินจากภาษีประชาชน เข้าข่ายฮั้วประมูลชัดเจน ทำผิดระเบียบราชการ มันเป็นไปไม่ได้ ที่บริษัทเล็กๆแบบนี้มันจะมารับเหมาโครงการใหญ่ แล้วบังเอิญ "เจ้าของ" กับ "ลูกค้า" มันเป็นครอบครัวเดียวกัน
"เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน"
ข่าวนี้ผมพูดตั้งแต่ตอนที่ลูกชายปรีชาอีกคน ได้แต่งตั้งเป็นทหาร เวลานั้นมีคนส่งข่าวมา ผมพูดไปแล้วว่า "ลูกชาย" ของปรีชาอีกคน ตั้งบริษัทมากินงบหลวง คว้างานจากพ่อทุกโครงการ แบบนี้ก็ได้เหรอ ตั้งบริษัทมา อนุมัติงบให้กับคนในครอบครัว กินกันเอง ง่ายๆ สไตล์ "จันทร์โอชา"
ปล. ช่วยเอาเรื่องนี้ไปให้ "พี่วีระ สมความคิด" หรือ "นายศรีสุวรรณ จรรยา" ช่วยดูด้วย ผมว่ามันต้องมีอะไรแน่นอน ฝากไปยื่นสอบตระกูลนี้ที
ที่มา : http://www.isranews.org/…/inv…/item/50118-report_50118.html…

Thursday, September 15, 2016

ยิ่งลักษณ์ระทึก! จ่อปิดสำนวนผิดจำนำข่าว 1-2 วันนี้ 'วิษณุ'ชี้ ถ้าไม่อุทธรณ์ ยึดทรัพย์ทันที

ยิ่งลักษณ์ระทึก! จ่อปิดสำนวนผิดจำนำข่าว 1-2 วันนี้ 'วิษณุ'ชี้ ถ้าไม่อุทธรณ์ ยึดทรัพย์ทันที

รวมคดีฟ้อง “สนธิ ลิ้มทองกุล” “คนดี” ของคนดีเมืองสยาม

รวมคดีฟ้อง "สนธิ ลิ้มทองกุล"
ไม่เพียงแต่คดีที่ศาลฎีกาจำคุก 20 ปีในคดีที่นายสนธิ ทำรายงานเท็จกู้กรุงไทยกว่าพันล้านเท่านั้น แต่มีคดีอีกเพียบที่เขาถูกฟ้อง.

 เครดิต คมชัดลึกออนไลน์...

          คดีในศาลอาญา

          1.คดีหมายเลขดำที่ อ.1747/2549ที่พรรคไทยรักไทย และนายทักษิณ ชินวัตรอดีตหัวหน้าพรรค และอดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ,นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองอดีต ส.ว.กทม.,นายชัยอนันต์ สมุทรวณิช,นายปราโมทย์ นาครทรรพนักวิชาการอิสระและคอลัมนิสต์,บริษัทไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด ผู้ให้บริการโทรทัศน์ระบบดาวเทียมASTV ,นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล,นายพชร สมุทวณิช,นายขุนทอ ง ลอเสรีวานิช กรรมการ บ.ไทยเดย์ ฯ,บริษัท แมเนจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด ( มหาชน),น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรงค์ผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ.แมเนเจอร์ ( ศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวน ) และนายปัญจภัทร อังคสุวรรณผู้ดูแลเว็บไซด์ แมเนเจอร์ เป็นจำเลยที่1-11ในความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นด้วยการโฆษณา สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่24 - 25พ.ค.49พวกจำเลยจัดเสวนาเรื่อง"ปฏิญญาฟินแลนด์ยุทธศาสตร์ครองเมืองของไทยรักไทย"ซึ่งถ่ายทอดสดออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ASTVและเว็บไซด์ผู้จัดการ หมิ่นประมาทโจทก์ว่าต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปสู่การปกครองในระบอบทักษิณโดยมุ่งหมายเข้าบริหารประเทศตามข้อตกลงปฏิญญาฟินแลนด์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ พิพากษา เมื่อวันที่ 12 มี.ค.56 ยืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง

          2.คดีหมายเลขดำ อ.550/2549ที่ พล.ร.ท.เกียรติศักดิ์ ดามาพงศ์อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพเรือ เครือญาติคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชรเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ,น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์อดีตผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร,บริษัท แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการายวัน,น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบ.แมเนเจอร์ฯ,นายขุนทอง ลอเสรีวานิชผู้จัดทำเว็บไซต์ผู้จัดการ,บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด ผู้ผลิตรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร,นายศุภชัย วงศ์วรเศรษฐ์(โจทก์ได้ถอนฟ้องแล้ว ),นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล,นายพชร สมุทรวณิชซึ่งเป็นกรรมการบริหาร บ.ไทยเดย์ฯ และนายปัญจภัทร์ อังคสุวรรณผู้ควบคุมดูแลเว็บไซต์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่1-10ในความผิดฐานร่วมกันดูหมิ่น และหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา326, 328, 332, 393กรณีเมื่อวันที่24ม.ค.-4ก.พ.49จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า กล่าววิจารณ์ การขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ด้วยถ้อยคำลักษณะ ใส่ร้ายบุคคลในตระกูลดามาพงศ์ ให้ได้รับความเสียหายโดยคดีถึงที่สุดชั้นศาลฎีกา มีคำพิพากษาวันที่ 24 ก.ย.58 ให้รอลงอาญานายสนธิ มีกำหนด3ปี

          3.คดีหมายเลขดำ อ.1062/2549 ที่นายทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายชาตรี ถริปภัสสโรเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล และนายขุนทอง ลอเสรีวณิชบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และส.ว. พ.ศ. 2541 กรณีเมื่อวันที่ 6 - 24 มี.ค.49 นายสนธิ จำเลยที่1 ได้กล่าวปราศรัยทำนองว่า โจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเอง และสร้างภาพให้ลูกน้องไปเผาเวทีของพันธมิตรกู้ชาติที่ จ.ภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีบ้า ต้องไล่ให้ไปประเทศสิงคโปร์โดยคดีถึงที่สุดชั้นศาลฎีกา มีคำพิพากษาวันที่ 21 ต.ค.58 ให้ยกฟ้อง

          4.คดีหมายเลขดำ อ.3323/2550 ที่นายทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายสมบูรณ์ คุปติมนัสเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ,นางสโรชา พรอุดมศักดิ์ผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ASTVและ บริษัทแมเนเจอร์ มีเดียร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ( ศาลยกฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความไปแล้ว ) เป็นจำเลยที่ 1- 3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 กรณีวันที่ 24 ส.ค.50 นางสโรชา จำเลยที่2 นำเทปการกล่าวปราศรัยของ นายสนธิจำเลยที่ 1 ที่ประเทศสหรัฐฯ มาออกอากาศในรายการ "ยามเฝ้าแผ่นดิน" มาเผยแพร่อีกทำนองว่า นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทยอดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลของนายทักษิณ บอกกับนายสนธิ ถึงสาเหตุที่ต้องออกจากรัฐบาล เนื่องจากตลอด 8 ชั่วโมง หลังการยึดอำนาจรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อวันที่ 19 ก.ย.49 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พูดจาจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง โดยคดีถึงที่สุดชั้นศาลฎีกา มีพิพากษาวันที่ 25 ส.ค.59 ให้ยกฟ้อง

          5.คดีหมายเลขดำ อ.1352/2550ที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.คลัง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด,นายสนธิลิ้มทองกุล,บริษัท แมเน เจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และนายขุนทอง ลอเสรีวานิชอดีตบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่1-4ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328กรณีเมื่อวันที่12ม.ค.50นายสนธิกล่าวผ่านรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทางช่องNews 1เอเอสทีวี ทำนองว่าโจทก์ล้างมลทินให้กลุ่มอำนาจเก่าปล่อยให้มีการออกสลากบนดิน2ตัวขัดต่อกฎหมาย และโจทก์ช่วยเหลือ นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ที่ไม่ตรวจสอบการขายหุ้นแอมเพิลริชให้กลุ่มทุนเทมาเส็ก โดยคดีถึงที่สุดชั้นศาลฎีกา มีคำพิพากษาวันที่ 2 ธ.ค.58ให้รอลงอาญา 2 ปี

          6.คดีหมายเลขดำ อ.1488/2550ที่นายนพดล ปัทมะอดีต รมว.ต่างประเทศ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ,นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล,นายพชร สมุทวณิช,นายขุนทอง ลอเสรีวานิชทั้งสามซึ่งเป็นกรรมการบริษัท,บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้จัดทำเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์,นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์,นายวิรัตน์ แสงทองคำกรรมการบริษัท เป็นจำเลยที่1-8ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83, 326, 328, 332กรณีเมื่อวันที่19ม.ค.50นายสนธิ จัดรายการ"เมืองไทยรายสัปดาห์"ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี กล่าวทำนองว่านายนพดล โจทก์เป็นคนทรยศต่อทุนหลวง โดยคดีที่ถึงสุดชั้นฎีกา ซึ่งนายนพดล โจทก์ยื่นถอนฟ้องระหว่างฎีกา

          7.คดีหมายเลขดำ อ.2066/2553 ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา10เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112กรณีเมื่อวันที่20ก.ค.51จำเลยได้ขึ้นเวทีปราศรัยกลุ่มผู้ชุมนุม พธม.บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์โดยนำคำปราศรัยของ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุลหรือ ดา ตอร์ปิโด แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) จำเลย คดีดูหมิ่นสถาบัน ที่ศาลอาญาพิพากษาจำคุก15ปีน.ส. ดารณี ในกรณีที่ได้พูดหมิ่นสถาบันบนเวทีปราศรัย สนามหลวง เมื่อวันที่18ก.ค.51มาเผยแพร่ซ้ำที่ปราศรัยบนเวทีของกลุ่ม พธม. โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาวันที่ 1 ต.ค.56 ให้จำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

         8.คดีหมายเลขดำ อ.4924/2555ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา10เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลแกนนำ พธม.กับพวก ซึ่งเป็นแกนนำและแนวร่วม พธม.รวม20คน ในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำตามรัฐธรรมนูญเพื่อติชมโดยสุจริตเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน หรือข่มขืนใจใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล และเป็นหัวหน้ามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยมีอาวุธร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91,116,215,216,309 และ 310กรณีนำผู้ชุมนุม ปิดอาคารรัฐสภา ในวันที่5-7ต.ค.51

         9.คดีหมายเลขดำ อ.4925/2555ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา10เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง,นายสนธิ ลิ้มทองกุล ,นายพิภพ ธงไชย,นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุขแกนนำ พธม.และ นายสุริยะใส กตะศิลาอดีตผู้ประสานงาน พธม. เป็นจำเลยที่1-6ในความผิดฐาน ร่วมกันบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา358 , 362และ365กรณีปี 2551 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล โดยศาลอาญา พิพากษาวันที่ 28 พ.ค.58 ให้จำคุกจำเลยไว้ คนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

          10.คดีหมายเลขดำ อ.973/2556ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา9เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง,นายสนธิลิ้มทองกุล ,นายพิภพธงไชย,นายสมเกียรติพงษ์ไพบูลย์แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ( พธม.),นายสมศักดิ์โกศัยสุข อดีตแกนนำ พธม.,นายสุริยะใสกตะศิลา อดีตผู้ประสานงาน พธม.,นายประพันธ์คูณมี แนวร่วมพธม.,นายศิริชัย ไม้งาม,พ.ต.ท.สันธนะประยูรรัตน์,นายเทิดภูมิ ใจดี,นายไทกรพลสุวรรณ,พล.ต.อ.ประทินสันติประภพ อดีต ส.ว. และบริษัท เอเอสทีวี ประเทศไทย จำกัด กับพวกรวม 96 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายกรณีพวกจำเลยบุกเข้าไปในท่าอากาศยานดอนเมืองและ สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปี2551ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์

           11.คดีหมายเลขดำ อ.1251/2556ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล และบริษัทไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัดโดยนายพชร สมุทวณิชและนายขุนทอง ลอเสรีวานิชกรรมการผู้มีอำนาจ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน ร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร การกระจายเสียงหรือภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา326และ328เมื่อวันที่20ก.ค.51เวลากลางคืน นายสนธิ แกนนำพันธมิตรฯ จำเลยที่1ขึ้นปราศรัยบนเวที บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถ.ราชดำเนินนอก พาดพิงนายเนวิน ชิดชอบอยู่เบื้องหลัง แนวร่วมต่อต้านเผด็จการ (นปก.) และเบื้องหลังศรีสะเกษที่ ตีพันธมิตรฯ

           12.คดีหมายเลขดำ อ.1252/2556ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ได้ยื่นฟ้องบริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด โดยนายพชร สมุทวณิชและนายขุนทอง ลอเสรีวานิชกรรมการผู้มีอำนาจ,บริษัท เอเอสทีวี (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายปัญจภัทร อังคสุวรรณและนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์กรรมการผู้มีอำนาจ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจำเลย ที่ 1- 3ในความผิดฐาน ร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร การกระจายเสียงหรือภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา326และ328กรณีเมื่อวันที่14ต.ค.51เวลากลางคืน นายสนธิ แกนนำพันธมิตรฯ จำเลยที่3ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ บริเวณทำเนียบรัฐบาลหมิ่นนายทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี จาบจ้วงสถาบัน และพยายามซื้อรากหญ้า ยึดตำรวจ และเอาเงินไปจ่ายให้ทหารบางคนเพื่อให้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอ ทำลายรากฐานของกษัตริย์โดยศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาวันที่ 2 มิ.ย.59 ยืนให้ยกฟ้อง

           13.คดีหมายเลขดำ อ.3973/2558ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา5เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต. จำลอง ศรีเมือง,นายสนธิ ลิ้มทองกุล ,นายพิภพ ธงไชย,นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์,นายสมศักดิ์ โกศัยสุข,นายสุริยะใส กตะศิลา,นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์,นายอมร อมรรัตนานนท์หรือรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี และนายเทิดภูมิใจดี อายุ แกนนำ พธม.เป็นจำเลยที่1-9กรณีเมื่อเดือน พ.ค.-ต.ค.51 แกนนำ พธม. ได้จัด ชุมนุมปิดถนนสาธารณะ และเคลื่อนกำลังไปในลักษณะ"ดาวกระจาย"ใช้รถยนต์บรรทุกเป็นเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ไปกดดันบริเวณสถานที่ราชการหลายแห่งขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวชโดยคดีอยู่ระหว่างรอสืบพยานในศาลอาญา

         14.คดีหมายเลขแดง อ.1241/2550 ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรมช.คมนาคม และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด,นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล,นายพชร สมุทวณิช,นายขุนทอง ลอเสรีวณิช,นายสนธิ ลิ้มทองกุล ,บริษัทแมแนเจอร์ มีเดียร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน),นายสุวัฒน์ ทองธนากุล,นายมรุชัช รัตนปรารมย์,นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์,นายวิรัตน์ แสงทองคำ เป็นจำเลยที่1-10ในความผิดฐานหมิ่นประ มาทโดยการโฆษณา

         กรณีเมื่อที่25พ.ย.48นายสนธิ และน.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ร่วมจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่10ที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี มีเนื้อหาหมิ่นประมาทโจทก์ทำนองว่าเป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่เคารพสถาบันกษัตริย์และระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งเกี่ยวข้องกับการจัดทำเว็บไซด์ที่มีเนื้อหาจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาวันที่ 11 ก.ย.52ให้จำคุกนายสนธิ เป็นเวลา 6 เดือนโดยไม่รอลงอาญา และให้ปรับบริษัท ไทยเดย์ฯ จำเลยที่1จำนวน200,000บาท ส่วนจำเลยอื่นให้ยกฟ้องซึ่งคดีอยู่ระหว่างฎีกาโดยศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 29 ก.ย.59

        คดีในศาลแพ่ง

        คดีที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง,นายสนธิ ลิ้มทองกุล , นายพิภพ ธงไชย,นายสุริยะใส กตะศิลา,นายสมศักดิ์ โกศัยสุข,นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์,นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์,นายอมร อมรรัตนานนท์,นายนรัญยู หรือศรัณยู วงษ์กระจ่าง,นายสำราญ รอดเพชร,นายศิริชัย ไม้งาม,นายมาลีรัตน์ แก้วก่าและนายเทิดภูมิ ใจดีแกนนำ พธม. เป็นจำเลยที่ 1-13คน ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย522,160,947.31บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5ต่อปี นับแต่วันที่3ธ.ค.51เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จากกรณีร่วมกันปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปี2551โดยคดีศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนให้จำเลยทั้ง 13 ราย ชำระค่าเสียหายตามฟ้อง

          คดีในศาลอาญากรุงเทพใต้

          1.คดีหมายเลขดำ อ.1469/2547ที่ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์อดีต ผบ.ตร. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล และ น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์อดีตผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เป็นจำเลยที่1 - 2ในความผิดฐานร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ และหมิ่นประมาทใส่ความโดยการแพร่ภาพ และการกระจายเสียงหรือป่าวประกาศ กรณีเมื่อวันที่19มี.ค.47จัดรายการ"เมืองไทยรายสัปดาห์"ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง9อ.ส.ม.ท. กล่าวหาว่า ยุคที่โจทก์เป็น ผบ.ตร. เป็นยุคที่ตำรวจละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด และโจทก์ไร้ประสิทธิภาพโดยคดีถึงที่สุดเมื่อศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง

           คดีในศาลแขวงดุสิต

           1.วันที่10มี.ค.58 อัยการฝ่ายคดีศาลแขวง3 (ดุสิต ) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง,นายสนธิ ลิ้มทองกุล ,นายประพันธ์คูณมี,นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์,สมณะโพธิรักษ์,นายสุริยะใส กตะศิลา,นายเทิดภูมิ ใจดี,นายพิภพ ธงไชย,นายรัชต์ยุตม์ หรืออมร ศิรโยธินภักดี,นายทศพล แก้วทิมาแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)และกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ เป็นจำเลยที่ 1- 10 ในความผิดฐาน ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศ และข้อกำหนดห้ามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเข้า หรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่ หรือสถานที่ที่กำหนด ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551กรณีเมื่อวันที่8ก.พ.54ครม. สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ประกาศให้พื้นที่เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตปทุมวัน เขตดุสิต และเขตวังทองหลาง เขตวัฒนาและเขตราชเทวี เป็นพื้นที่มีเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งจำเลยทั้ง 10 คน ร่วมกันตั้งเวทีชุมนุม และปิดการจราจร บน ถ.ราชดำเนินนอก บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ โดยใช้ชื่อ"กลุ่มเครือข่ายประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติ"โดยคดียังไม่มีคำตัดสิน

          คดีในศาลล้มละลายกลาง

         1.ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลล้มละลาย โดยมีการประกาศคำสั่งของศาลลงในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย.43 ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี 2.ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งวันที่ 18พ.ย.51 ให้บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป เจ้าของหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน ล้มละลาย เนื่องจากหนี้ท่วมกว่า4,700ล้านบาท

 

 

 

*ประยุทธ์สำรอกอีก"อยู่มาแล้ว2ปี,อยู่ต่ออีก2ปีก็ไม่มีอะไรเสียหาย"

*ประยุทธ์สำรอกอีก"อยู่มาแล้ว2ปี,อยู่ต่ออีก2ปีก็ไม่มีอะไรเสียหาย"



อันเงินเดือนเรือนนอนงบสอนฝึก
จงลองตรึกเงินตรามาจากไหน
ไยเขากร่างอย่างกล้าบ้าบิ่นไกล
แล้วคนไทยจะยอมตรอมนิ่งฤา??



ในหลวงสิ้นแล้ว ร. ๑๐ จะเป็น พระเทพ หรือ พระบรม? ดร. เพียงดิน รักไทย Facebook Live 15 ก.ย. 59

ในหลวงสิ้นแล้ว  ร. ๑๐ จะเป็น พระเทพ หรือ พระบรม?  ดร. เพียงดิน รักไทย Facebook Live 15 ก.ย. 59



Wednesday, September 14, 2016

ดร. เพียงดิน รักไทย 14 ก.ย. 2559 ตอน มาตรา ๔๔ คือทางออกของประเทศไทย (?)

ดร. เพียงดิน รักไทย 14 ก.ย. 2559 ตอน มาตรา ๔๔ คือทางออกของประเทศไทย (?)
---------------------
***Download ร่างจดหมาย เพื่อส่งผู้นำนานาชาติต่าง ๆ ที่ http://tinyurl.com/gsetacg
***โปรดช่วยกันกระจายและส่งให้มากที่สุดนะครับ ขอบคุณครับ
สนับสนุนแนวทางมดแดงล้มช้าง ของ คณะราษฎรเสรีไทย กับ ดร. เพียงดิน 
ส่งข้อมูลลับผ่านช่องทางที่ปลอดภัยทางลิ้งค์ต่อไปนี้
หรือที่นี่ http://tinyurl.com/pcqjppt
****ลิ้งค์ล่าสุด http://tinyurl.com/gssuvm2
และรายงานการปฏิบัติงานและความคืบหน้าเครือข่าย ได้ที่ 4everche@gmail.com
----------------------
สนับสนุนการเผยแพร่โดย ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และมหาวิทยาลัยประชาชน เพื่อสาธารณะประโยชน์ ในการสร้างจิตสำนึกทางประชาธิปไตย สันติวิธี และการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน

อันดับอาหารทำลายสุขภาพ " จานเด็ด(ชีวิต) "

อันดับอาหารทำลายสุขภาพ
" จานเด็ด(ชีวิต) "
❌อันดับ 1  แฮมเบอร์เกอร์  
ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ MSG เป็นสารเคมีช่วยทำให้สัตว์อ้วน

❌อันดับ 2 ฮอทด็อก 
ทำจากเนื้อส่วนที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตวที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้ 
จะกองอยู่ที่พื้น และนำมาบด

❌อันดับ 3 เฟรนซ์ฟราย 
เป็นอาหารที่มี"ความเป็นพิษสูง" 
จะทอดกันที่มีอุณหภูมิสูง จะทำให้มีสารอะคริลิไมด์ . แพร่ออกมา 
เป็นสารโรคมะเร็ง

❌อันดับ 4 คุกกี้  
ที่เด่นชัดมากก็คือ ส่วนของน้ำตาล
อยู่สูง 23 กรัม ทำให้ผิวหนังเหยี่วย่นและเกิดริ้วรอยไดัเร็วขึ้น

❌อันดับที่ 5 พิชช่า 
ในเชิงการค้าจะประกอบไปด้วยอาหาที่มาจากการตัดแต่งพันธุกรรม 5 ชนิด
    - เนยแท้ 10% เท่านั้น
    - แป้ง ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไป แต่ได้เติมเกลือแร่สังเคราะห์เข้าไปใหม่
    - ซอสมะเขือเทศทำด้วยสารที่
คล้ายมะเขือเทศ สารกันบูด ที่อาจมีพิษเมื่อเกิดการสะสม
    - แป้งสาลี ที่นำมาใช้ เป็นแป้งชนิดที่มีการตัดแต่งพันธุกรรม
    - น้ำมันฝ้าย ฝ้ายไม่ได้เป็นพืช
พวกอาหาร มันอาจผ่านสเปร์ยด้วย
ยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้

❌อันดับ 6 น้ำอัดลม 
สารตัวสำคัญ ในน้ำอัดลม ก็คือ 
กรดกำมะถัน (Phosphoric acid)มีความเป็นกรดสูงมาก ที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน

❌อันดับที่ 7 ชิ้นไก่เนื้อนุ่มไม่มีกระดูก ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว จะให้พลังงาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก มีการเติมสารปรุงรส ทำให้ปวดศีรษะ

❌อันดับที่ 8 ไอศครีม 
มีไขมันอยู่สูงมาก มีไขมันเกินกว่า 50% ที่แนะนำให้บริโภค และมีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ที่แนะนำให้บริโภค

❌อันดับที่ 9 โดนัท 
โดยเฉลี่ย จะให้พลังงานประมาณ 
300 แคลอลี่ 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตมากเกินกว่า 50% ที่แนะนำให้บริโภค

❌อันดับที่ 10 โปเตโต้ชิพ 
อาหารขบเคี้ยว จะทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารอะคริลิไมท์ (Acrylimides) ที่เป็นสารก่อมะเร็ง และทำลายประสาท

ต่อไปนี้ จะให็ ลูก เล็ก เด็ก แดง ลูกหลาน ของเรา และเหล่า ส ว. อย่าง พวกเรา ต้อง ระวัง มากขึ้น ภัยมันอยู่ใกล้ตัวเราจริงๆ นะ

ดร. เพียงดิน รักไทย 14 ก.ย. 2559 ตอน มาตรา ๔๔ คือทางออกของประเทศไทย (?)

ดร. เพียงดิน รักไทย 14 ก.ย. 2559 ตอน มาตรา ๔๔ คือทางออกของประเทศไทย (?)
---------------------
***Download ร่างจดหมาย เพื่อส่งผู้นำนานาชาติต่าง ๆ ที่ http://tinyurl.com/gsetacg
***โปรดช่วยกันกระจายและส่งให้มากที่สุดนะครับ ขอบคุณครับ
สนับสนุนแนวทางมดแดงล้มช้าง ของ คณะราษฎรเสรีไทย กับ ดร. เพียงดิน 
ส่งข้อมูลลับผ่านช่องทางที่ปลอดภัยทางลิ้งค์ต่อไปนี้
หรือที่นี่ http://tinyurl.com/pcqjppt
****ลิ้งค์ล่าสุด http://tinyurl.com/gssuvm2
และรายงานการปฏิบัติงานและความคืบหน้าเครือข่าย ได้ที่ 4everche@gmail.com
----------------------
สนับสนุนการเผยแพร่โดย ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และมหาวิทยาลัยประชาชน เพื่อสาธารณะประโยชน์ ในการสร้างจิตสำนึกทางประชาธิปไตย สันติวิธี และการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน



Tuesday, September 13, 2016

ดร. เพียงดิน รักไทย 14 ก.ย. 2559 อันตรายของโรคกลัวมุสลิม ความจริงที่ต้องตระหนัก ก่อนจะสายเกินไป

**************************** 

ดร. เพียงดิน รักไทย 14 ก.ย. 2559 อันตรายของโรคกลัวมุสลิม ความจริงที่ต้องตระหนัก ก่อนจะสายเกินไป 

https://youtu.be/0g2I9xB6ayY      

https://youtu.be/GLtSKMSOY1Y      

https://youtu.be/b-4qbVdJYFM      


--------------------- 

***Download ร่างจดหมาย เพื่อส่งผู้นำนานาชาติต่าง ๆ ที่ http://tinyurl.com/gsetacg 

***โปรดช่วยกันกระจายและส่งให้มากที่สุดนะครับ ขอบคุณครับ 

สนับสนุนแนวทางมดแดงล้มช้าง ของ คณะราษฎรเสรีไทย กับ ดร. เพียงดิน  

ส่งข้อมูลลับผ่านช่องทางที่ปลอดภัยทางลิ้งค์ต่อไปนี้ 

http://tinyurl.com/o2rzao8 

หรือที่นี่ http://tinyurl.com/pcqjppt 

****ลิ้งค์ล่าสุด  http://tinyurl.com/gssuvm2 

และรายงานการปฏิบัติงานและความคืบหน้าเครือข่าย ได้ที่ 4everche@gmail.com 

---------------------- 

สนับสนุนการเผยแพร่โดย ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และมหาวิทยาลัยประชาชน เพื่อสาธารณะประโยชน์ ในการสร้างจิตสำนึกทางประชาธิปไตย สันติวิธี และการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน 


แค้นสี่อย่าง ของสนธิ ลิ้มฯ ต่อ ดร. ทักษิณ

แค้นของสนธิ  ลิ้มทองกุล ที่มีต่อทักษิณ  ชินวัตร
 
ช่วงปี 2532-2533
ทักษิณลาออกจากตำรวจแล้ว  เพื่อมาทำธุรกิจสื่อสารอย่างเต็มที่
 
ช่วงนั้น  สนธิก็ยังอู้ฟู่   เทคโอเวอร์ IEC  จากปูนไทยมาปั้นแต่งเข้าตลาดหุ้น
ว่ากันว่า  ราคาหุ้นที่เสนอซื้อขายกันตอนนั้นของ IEC  อยู่ที่ 250 บาท
 
เป็นช่วงจังหวะการสื่อสารกำลังติดลมบน  
IEC  ของสนธิผูกขาดขายมือถือโนเกียเซลลูลาร์ 900    รวยหนัก
 
ทักษิณก็กำลังเข็นเรื่องสัมปทานดาวเทียม
 
สนธิเลยชวนทักษิณมาร่วมทุนด้วย  แบบเป็นพาร์ทเนอร์กัน  
อาจเพราะมีแผนหวังโดดเข้าร่วมเรื่องดาวเทียมด้วย
ขายหุ้น IEC  ให้ทักษิณในราคาพาร์ 10 บาท
 
ทักษิณร่วมกับสนธิอยู่ไม่นานนัก  ก็เทขายหุ้น IEC  หมด
กำไรไปสี่ร้อยกว่าล้าน   แล้วหันไปลงทุนเรื่องดาวเทียม   ไม่สนใจสนธิ
(สนธิก็หันไปลงทุนเรื่องดาวเทียมในลาว   เจ๊งไม่เป็นท่า หนีหนี้
จนไม่กล้าไปเหยียบเมืองลาวจนถึงทุกวันนี้)
 
นี่แค้นที่ 1
 
 
 
แค้นที่ 2    
ช่วงรัฐบาลชวน 1  2535-2538     รัฐบาลชวน 2   2540-2544
 
ช่วงนี้  นอกจากปลอมเอกสารกู้เงินเข้ากระเป๋า 1,078 ล้านบาท (จนทำให้ติดคุก)
สนธิยังได้รับความสะดวกจากกรุงไทย  กู้เท่าไรก็ได้  ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
 
ผลก็คือ  สนธิกู้ไปสองพันกว่าล้าน   ไม่ใช้คืนสักบาท
 
ช่วงทักษิณเข้ามา  2544-2547  
กรุงไทยก็ได้เอ็มดีคนใหม่  นั่นคือนายวิโรจน์  นวลแข
วิโรจน์  นวลแข   สนิทสนมกับสนธิมาก   เรียกได้ว่าช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด
 
ตอนนั้น   ในฐานะเอ็มดีกรุงไทย  
วิโรจน์ได้ทำการ hair cut  หนี้ของสนธิชนิดสุดแสนประทับใจ
จากหนี้สองพันกว่าล้าน   ลดให้เหลือพันกว่าล้าน    
และจากพันกว่าล้าน  ลดให้เหลือเพียง 259 ล้าน
 
259 ล้านนี่  สนธิไม่ต้องจ่ายด้วย    
กรุงไทยจะลงโฆษณากับเครือผู้จัดการแล้วให้สนธิค่อย ๆ หักหนี้ไป
 
เรียกว่า   สนธิได้เงินใช้ฟรี ๆ สองพันกว่าล้าน  ไม่ต้องใช้คืนสักบาท
แค่ลงโฆษณาให้แล้วหนี้จะหมดเอง
 
ปลายปี 2547   วิโรจน์หมดวาระการเป็นเอ็มดี    ก็สมัครต่อ
แต่ผู้ว่าแบงค์ชาติในตอนนั้น  คือหม่อมอุ๋ย  ไม่เอา  ไม่อนุมัติให้อยู่ต่อ
ด้วยเหตุผลว่านายวิโรจน์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องในหลาย ๆ ด้าน
(จนเกิดคดีความ  วิโรจน์ฟ้องหม่อมอุ๋ยในเรื่องไม่ยอมแต่งตั้งเป็นเอ็มดีกรุงไทย
 และทำให้สนธิแค้นหม่อมอุ๋ย  มีโอกาสเป็นด่า  จนถูกหม่อมอุ๋ยฟ้องหมิ่น)
 
สนธิจึงส่งคำขอไปยังทักษิณ   ให้ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีแทรกแซงแบงค์ชาติ
ผลักดันให้วิโรจน์ได้เป็นเอ็มดีอีกหนึ่งวาระ (วาระ 3 ปี)
 
แต่ทักษิณเซย์โน  เพราะไม่สามารถตอบสนองได้
 
ทำให้สนธิแค้นมาก  เพราะเท่ากับตัดทางหารับประทานจากกรุงไทย
 
ก็คนมันเคยได้ไงครับ
ก็เคยได้ไปสองพันกว่าล้านฟรี ๆ    แถมที่ปลอมเอกสารกู้อีกพันกว่าล้าน
 
 
 
 
นอกจากเรื่องเอ็มดีกรุงไทยแล้ว
ปี 2547  นั้น   สนธิยังหวังทำฟรีทีวี  
(เรื่องนี้  นายวุษณุ  เครืองาม  รองนายกฯขณะนั้นรู้ดีที่สุด)
 
สนธิซื้ออุปกรณ์มาเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อย   ลงทุนไปหลายล้านบาท
หวังได้ทำฟรีทีวี มีโอกาสล้างหนี้ และร่ำรวยอีกครั้ง
หลังจากล้มละลายมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2542
 
ฟรีทีวีที่ว่าก็คือ  ช่อง 11    
โดยสนธิจะขอแบ่งคลื่นจากช่อง 11  มาทำฟรีทีวีในนามช่อง 11/1
 
สนธิก็ส่งคำขอไปถึงทักษิณอีกครั้ง
ทักษิณให้นายวิษณุดูในข้อกฏหมายว่าทำได้ไหม  
 
นายวิษณุบอกว่า  ทำไม่ได้  ขัดกฎหมาย
ทักษิณจึงต้องปฏิเสธสนธิในเรื่องช่อง 11/1  ไป  
ทำให้สนธฺิโกรธทักษิณชนิดเอ่ยปากว่าอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้
 
การไม่ได้ทำฟรีทีวี   ทำให้โอกาสในการพลิกฟื้นของสนธิหมดไปอย่างสิ้นเชิง
ไหนจะหนี้สินท่วมหัว  ไหนจะค่าใช้จ่ายในเครือผู้จัดการ  ไหนจะค่าเช่าดาวเทียมเอเอสทีวี
 
เมื่อไม่ได้  สนธิก็เริ่มหันมาด่าทักษิณ
 
นี่คือแค้นที่ 3
 
 
 
แค้นที่ 4
เมื่อก่อม็อบ  โค่นล้มทักษิณไปได้  สนธิก็หวังได้รางวัลตอบแทน
แต่ผลก็คือ  สนธิไม่ได้อะไร   นอกจากลูกปืน
 
สนธิโดนยิงในปี 2552  
โดนอัยการฟ้องในปี 2552 (จนติดคุกในตอนนี้)
สนธิล้มละลายอีกครั้งในปี 2553  
ทุกเรื่อง  ทักษิณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ด้วยเลย
 
สนธิแค้นมาก   แต่ทำอะไม่ได้   เพราะสนธิตอนนั้น  หมดสภาพแล้ว  
ม็อบพันธมิตรก็เหลือแค่หลักห้าร้อยเพราะ ปชป.ไม่แอบหนุนแล้ว
 
สนธิจึงหันมาลงกับทักษิณแทน  ด่าทักษิณไม่เลิก  
สร้างนิยายว่าตัวเองโดนทักษิณกลั่นแกล้งจนต้องล้มละลาย
 
รู้  ว่าตัวเองโดนหลอกใช้  หวังได้สิ่งตอบแทน  แต่ไม่ได้อะไร
จะโวยใครก็ไม่ได้  เพราะจะกลายเป็นการประจานความโง่ตัวเอง  
เลยหันมาโทษทักษิณเพื่อกลบเกลื่อนความโง่ของตัวเอง
 
 
 
สนธินั้นรู้  ว่าทักษิณได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก
การจะเล่นงานทักษิณได้  สนธิต้องใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อใส่ร้าย
 
เครื่องมือที่สนธิใช้ก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์
เพราะสนธิรู้ว่าคนไทย สังคมไทยเทิดทูนสถาบัน
 
ขณะที่สนธิใส่ร้ายทักษิณบนเวทีปราศรัย  
อีกด้านก็ให้นายปราโมทย์  นาครทรรพ  เขียนบทความในผู้จัดการ
สร้างเรื่อง "ปฏิญญาฟินเลนด์" ขึ้นมา ว่าทักษิณมีแผนล้มสถาบัน
แล้วนำบทความนั้นมาขยายต่อผ่านทางเอเอสทีวี
 
ได้ผลครับ   คนไทยจำนวนมากหลงเชื่อสนธิว่าทักษิณจะล้มเจ้า
 
สนธิรู้ว่าชนชั้นกลางในสังคมไทยนั้น  มีความริษยาคนชั้นกลางด้วยกันที่รวยกว่า
(หากชนชั้นสูงรวย ชนชั้นกลางจะเชิดชู  หากชนชั้นรากหญ้ารวย ชนชั้นกลางก็จะดูถูก)
 
จึงใช้วิธีกล่าวหาใส่ร้ายว่าทักษิณรวยเพราะโกง   โกงทั้งโคตร
เป็นที่ถูกอกถูกใจโดนจริตกระแดะของชนชั้นกลางอย่างมาก
แห่กันออกมาร่วมม็อบ  บริจาคเงินสนับสนุนสนธิกันมากมาย  
(คนอื่นโกง ไม่เป็นไร  เพราะไม่ริษยาเหมือนริษยาทักษิณที่รวยเป็นแสนล้าน)
 
 
 
โดนสนธิหลอกทั้งหมด  ถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้สึกตัว  
สนธิติดคุก ยังเชิดชูสนธิว่ากล้าหาญ  ยอมรับคำพิพากษา
 
 
 
ทั้งหมดทั้งมวล   ไม่ใช่เรื่องชาติเรื่องสถาบันอะไรเลย
แต่คือความแค้นส่วนตัวล้วน ๆ
 
การกระทำของสนธิ
ทำให้คนไทยเข้าใจผิดสถาบัน ทำให้คนไทยแตกแยก
 
โกง กู้ ไม่ใช้หนี้
สร้างเรื่องปลุกปั่นให้คนไทยเกลียดชังกัน
 
สมควรแล้วที่ต้องติดคุก
สมน้ำหน้า

Monday, September 12, 2016

Thailand: No New Military Trials of Civilians Army Maintains Power to Arrest and Detain, Prosecute Pending Cases

Thailand: No New Military Trials of Civilians

Army Maintains Power to Arrest and Detain, Prosecute Pending Cases


(New York, September 13, 2016) – The Thai junta's decision not to bring new military trials of civilians is a limited step that appears intended to deflect international criticism of Thailand at the United Nations Human Rights Council, Human Rights Watch said today. The action by the ruling National Council for Peace and Order (NCPO) is undercut by ongoing military trials of civilians and the military's retention of expansive police powers.

The 33rd session of the UN Human Rights Council begins in Geneva on September 13, 2016.

"No one should be fooled by the Thai junta's sleight of hand just before the Human Rights Council begins meeting in Geneva," said Brad Adams, Asia director at Human Rights Watch. "The decision will spare many Thai civilians the injustice of a military trial, but repressive military rule is still a reality in Thailand."

On September 12, Prime Minister Gen. Prayut Chan-ocha revoked three NCPO orders that empowered military courts to try civilians for national security offenses, including sedition and lese majeste (insulting the monarchy). However, the action is not retroactive and does not affect the more than 1,000 cases already brought against civilians in military courts. The military also retains authority to arrest, detain, and interrogate civilians without safeguards against abuse or accountability for human rights violations.

Fundamental rights and freedoms that have been repressed since the May 2014 coup remain curtailed, Human Rights Watch said. Expression of dissenting opinions against the junta, peaceful opposition to military rule, criticism of the monarchy, and public assembly of more than five people are still criminal offenses. Since May 2014, at least 1,811 civilians have been brought before military courts across Thailand.


Human Rights Watch has repeatedly stated that Thailand, as a party to the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR), is obligated to take measures to ensure and uphold basic fair trial rights. Governments are prohibited from using military courts to try civilians when civilian courts can still function. During the Human Rights Council's Universal Periodic Review (UPR) of Thailand in May 2016, the Office of the High Commissioner for Human Rights, as well as many foreign governments and human rights groups, expressed concern that the rules governing Thailand's military courts violate the basic fair trial rights protected under the ICCPR. In particular, many parties urged the Thai government to move all civilian cases out of military courts, drop cases that deal with restrictions of fundamental rights, and end the military's unaccountable power to arrest, detain, and interrogate civilians.

"General Prayut should demonstrate that he is sincere about ending military trials of civilians by dropping all pending cases or transferring them to civilian courts," Adams said. "This would be a long overdue and meaningful step toward ending repression, respecting basic rights, and returning the country to democratic civilian rule."


For more Human Rights Watch reporting on Thailand, please visit:

https://www.hrw.org/asia/thailand


For more information, please contact:

In Bangkok, Sunai Phasuk (English, Thai): +66-81-632-3052 (mobile); or phasuks@hrw.org. Twitter: @SunaiBKK

In San Francisco, Brad Adams (English): +1-347-463-3531 (mobile); or adamsb@hrw.org. Twitter: @BradMAdams

In Washington, DC, John Sifton (English): +1-646-479-2499 (mobile); or siftonj@hrw.org. Twitter: @johnsifton